บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การวิจัยครั้งนี้
คณะผู้วิจัยมุ่งศึกษาพัฒนาการทักษะทางด้านภาษาของนักเรียนโรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์โดยใช้นิทานปลายเปิดเพื่อให้เด็กฝึกจับใจความเป็นสื่อ
ดังนั้นจึงได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามลำดับ ดังต่อไปนี้
1. พัฒนาการของเด็กปฐมวัย
1.1ความหมายของพัฒนาการ
1.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการ
2. การพัฒนาทักษะด้านการฟังของเด็กปฐมวัย
2.1 ความหมายของการพัฒนาการทางด้านภาษา ทักษะการฟัง
2.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางด้านภาษา
ทักษะการฟัง
3.
นิทาน
3.1 ความหมายของนิทาน
3.2 ความสำคัญของนิทานกับเด็กปฐมวัย
1.พัฒนาการของเด็กปฐมวัย
1.1 ความหมายของพัฒนาการ
นิตยา คชภักดี (2543: 1) ได้ให้ความหมายพัฒนาการไว้ว่าพัฒนาการหมายถึงการเปลี่ยนแปลงด้านการทำงานและวุฒิภาวะของอวัยวะระบบต่างๆรวมถึงทั้งบุคคลทำให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำสิ่งที่ ยากซับซ้อนมากขึ้นตลอดจนเริ่มการเพิ่มทักษะใหม่ๆ
และความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมหรือภาวะใหม่ในบริบทครอบครัวและสังคม
ฉวีวรรณ กินาวงศ์
(อ้างถึงสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2545 : 8 )
ได้กล่างถึง ความหมายของพัฒนาการไว้ในเชิงจิตวิทยาไว้ว่าพัฒนาการ หมายถึง
การเปลี่ยนแปลงลักษณะบุคคลทั้งในโครงสร้างและแบบแผนของร่างกายและพฤติกรรมที่แสดงออกซึ่งจะดำเนินการเป็นคันคันไปตั้งแต่แรกเกิดจนถึงผู้ใหญ่และเป็นแบบฉบับที่สอดคล้องกันทั้งสีด้านได้แก่พัฒนาการด้านร่างกาย
จากความหมายดังกล่าว สรุปได้ว่า พัฒนาการ หมายถึง
การเปลี่ยนแปลงลักษณะของบุคคลทั้งในด้านโครงสร้าง พี่ของร่างกายและพฤติกรรม
ซึ่งจะดำเนินไปเป็นขั้นๆตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่
โดยจะเพิ่มทักษะความสามารถที่ซับซ้อนมากขึ้นและแบบฉบับที่จอดคล้องกัน
1.2 ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับพัฒนาการ
เพียเจต์ (Piaget jean , 1969 )
ได้เสนอทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาว่าเด็กปฐมวัย
ไปที่ปฏิบัติตนเพื่อเตรียมตัวพร้อมที่จะกระทำตามความคิดมีอายุระหว่างหนึ่งขวบครึ่งถึงหกขวบเป็นวัยที่เริ่มเรียนรู้ภาษาพูด
และ สื่อความหมายต่างๆ มีความสามารถที่จะรับรู้ทั้งมีเหตุผลและไม่มีเหตุผล
เรียนรู้โดยการเล่นและลองผิดลองถูกมีความสามารถในเชิงวิเคราะห์รู้จักโต้ตอบตอบคำถามปัญหาง่ายๆ
บรูเนอร์
(Bruner, 1956) เป็นนักจิตวิทยาในยุคใหม่
ชาวอเมริกันคนแรกที่สืบสานความคิดของเพียเจต์ โดยเชื่อว่าพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเกิดจากกระบวนการภายในอินทรีย์
(Organism) เน้นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่แวดล้อมเด็ก
ซึ่งจะพัฒนาได้ดีเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก
และชี้ให้เห็นว่าการศึกษาว่าเด็กเรียนรู้อย่างไร ควรศึกษาตัวเด็กในชั้นเรียนไม่ควรใช้หนูและนกพิราบ
ทฤษฎีของบรูเนอร์เน้นหลักการ กระบวนการคิด ซึ่งประกอบด้วย ลักษณะ 4 ข้อ คือ แรงจูงใจ (Motivation) โครงสร้าง (Structure)
ลำดับขั้นความต่อเนื่อง (Sequence) และการเสริมแรง
(Reinforcement)
สำหรับในหลักการที่เป็นโครงสร้างของความรู้ของมนุษย์
บรูเนอร์แบ่งขั้นพัฒนาการคิดในการเรียนรู้ของมนุษย์ออกเป็น 3 ขั้นด้วยกัน ซึ่งคล้ายคลึงกับขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ ได้แก่
1. ขั้นการกระทำ (Enactive Stage) เด็กเรียนรู้จากการกระทำและการสัมผัส
2. ขั้นคิดจินตนาการหรือสร้างมโนภาพ (Piconic Stage) เด็กเกิดความคิดจากการรับรู้ตามความเป็นจริง และการคิดจากจินตนาการด้วย
3. ขั้นใช้สัญลักษณ์และคิดรวบยอด (Symbolic Stage) เด็กเริ่มเข้าใจเรียนรู้ความ สัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
และพัฒนาความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่พบเห็น
2. การพัฒนาทักษะด้านการฟังของเด็กปฐมวัย
2.1 ความหมายของการพัฒนาการทางด้านภาษา
ทักษะการฟัง
ทักษะการฟังเป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อติดต่อสื่อสารระหว่างกัน
ถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์
การฟังจึงเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทักษะการสื่อสารด้านอื่น ๆ
เช่น ทักษะการพูด อ่าน เขียน ฯลฯ
หากมีทักษะการฟังที่ดีจะนำมาซึ่งความสำเร็จในชีวิตได้
นอกจากนี้การพัฒนาทักษะการฟังส่งผลต่อการพัฒนาในด้านสติปัญญา ในแง่ของการใช้ความคิด
การจับประเด็น ฝึกความจำ
และฝึกฝนการมีสมาธิกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ต้องการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เปลื้อง ณ นคร (2545: 250) ฟัง หมายถึง ตั้งใจสดับ คอยรับเสียงได้ยิน
เชื่อ ทำตามถ้อยคำ
อัจฉราวดี สวัสดิ์สุข (2549: 47)กล่าวว่า การฟัง เป็นเรื่องที่เราตั้งใจใส่ใจในสิ่งที่ได้ยินติดตาม
เข้าใจความหมาย คิดพิจารณาควรจะคล้อยตามหรือโต้แย้ง และเป็นกระบวนการรับรู้สารโดยผ่านสื่อทางเสียงด้วยรูปแบบต่าง
ๆ
ดวงกมล พลคร (2553: 35)การฟัง หมายถึง
การรับรู้เสียงผานประสาทสัมผัสทางหูโดย การได้ยินอย่างเข้าใจความหมาย สามารถตีความ
และเชื่อมโยงเสียงที่รับรู้โดยผ่านสื่อ ประสบการณ์ได้
2.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางด้านภาษา
ทักษะการฟัง
ทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษามีหลายทฤษฎี
ดังนี้ (ศรียา นิยมธรรม และ
ประภัสสร นิยมธรรม, 2519 : 31-35)
1. ทฤษฎีความพึงพอใจแห่งตน (The
Autism Theory หรือ Austistic Theory) ทฤษฎีนี้ถือว่า
การเรียนรู้การพูดของเด็กเกิดจากการเลียนเสียงอันเนื่องจากความพึงพอใจ
ที่ได้กระทำเช่นนั้น โมว์เรอร์ (Mower) เชื่อว่า
ความสามารถในการฟัง และความเพลิดเพลิน
กับการได้ยินเสียงของผู้อื่นและตนเองเป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการทางภาษา
2. ทฤษฎีการเลียนแบบ (The
Imitation Theory) เลวิส (Lawis) ได้ศึกษาและ
เชื่อว่า พัฒนาการทางภาษานั้นเกิดจากการเลียนแบบ
ซึ่งอาจเกิดจากการมองเห็นหรือการได้ยินเสียง การเลียนแบบของเด็กเกิดจากความพอใจ
และความสนใจของตัวเด็กเอง ปกติช่วงความสนใจของเด็กนั้นสั้นมาก
เพื่อที่จะชดเชยเด็กจึงต้องมีสิ่งเร้าซ้ำ ๆ กัน การศึกษากระบวนการ
ในการเลียนแบบภาษาพูดของเด็กพบว่า
จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อพ่อแม่เลียนแบบเสียงของเด็ก
ในระยะเล่นเสียงหรือในระยะที่เด็กกำลังเรียนรู้การออกเสียง
2.3 ความหมายของภาษา
บุญยงค์
เกศเทศ(2541)กล่าวว่า
ภาษาเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้
เป็นเครื่องมือช่วยทำให้มนุษย์ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นนามธรรมต่อกัน
เช่นในแง่ภาษาศาสตร์ภาษา หมายถึง ภาษาที่ใช้พูดเพื่อสื่อความหมายในชุมชนหนึ่งๆในด้านจิตวิทยา
ภาษา หมายถึงความสามารถในการติดต่อสื่อความหมาย หรือ เพื่อแสดงความรู้สึก
และความคิด ภาษาจึงหมายถึงการพูด การเขียน ทำท่าทางประกอบการแสดงสีหน้า
และการใช้ภาษาใบ้เป็นต้น ประเทิน มหาขันธ์กว่าวว่า ภาษาเป็นสัญลักษณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นแทนความคิด
เพื่อใช้สื่อความหมายทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ภาษาเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์
ในการดำเนินชีวิต
ดำเนินชีวิตในสังคมและภาษาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์ มนุษย์มีภาษา
สำหรับสื่อสารความคิดและสืบทอดความรู้ วัฒนธรรม คำว่า “ภาษา”
มีผู้ให้คำนิยามต่างกัน
1. ภาษาเป็นสัญลักษณ์หรือรหัส
ใช้แทนสัตว์ สิ่งของสถานที่ กิริยาอาการ และเหตุการณ์เช่นเด็กกินขนม
2. ภาษาเป็นสัญลักษณ์ของมโนติเกี่ยวกับโลก
หรือประมวลประสบการณ์ เล่น ประเทศ ความเศร้าโศก
3. ภาษาเป็นระบบที่ค่อนข้างจะคงที่
เช่น คำที่เป็นประธาน กิริยา กรรม
วิจินตน์ ภาณุพงษ์ (อ้างใน
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,2535) ให้ความหมายของภาษาไว้ว่า
คำว่าภาษานักภาษาศาสตร์ หมายถึง เสียงที่มีระบบที่เราใช้สื่อสารกัน ภาษาพูด
หมายถึง เสียง ภาษา เขียน หมายถึง ตัวอักษร
ถ้าเราจะอธิบายลักษณะของภาษาให้สมบูรณ์เราต้องศึกษาทั้งเสียงระเบียบและความสัมพันธ์.
ระหว่าง ระเบียบสถานการณ์ที่เราใช้เสียง คำว่า ภาษา ด้านจิตวิทยา ภาษาหมายถึงความสามารถในการติดต่อผู้อื่น
ดังนั้นภาษาจึงเอาวิธีการทุกๆอย่างที่ใช้ในการติดต่อเพื่อสื่อความหมายหรือเพื่อแสดงความรู้สึกความคิดเห็นทั้งมวลภาษาจึงหมายความรวมถึงทั้งทการพูด
การเขียน การทำท่าทางประกอบ การใช้ภาษาใบ้ การแสดงสีหน้าการแสดงออกทางศิลปะดนตรี
กาญจนา นาคสกุล (2540) กล่าวว่า ภาษาเป็นหัวใจของมนุษย์
เพราะถ้าปราศจากภาษามนุษย์ย่อมไม่ต่างจากสัตว์
เนื่องจากภาษาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร ที่สัมพันธ์กับความคิด
การสร้างสรรค์ในสังคมมนุษย์
เป็นเครื่องมือที่ทำให้สังคมมนุษย์เจริญก้าวหน้ามาถึงปัจจุบันและภาษาเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในกระบวนการพัฒนาคน
นักทฤษฎีพัฒนาการได้ศึกษาความสำคัญของภาษาที่ว่าเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมและสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2546) ภาษา หมายถึง
ระบบการเปงเสียงและการเขียนสัญลักษณ์ซึ่งคนในสังคมเรียนรู้และใช้ทำนองเดียวกัน
วิทยากร เชียงกูล (2548) กล่าวว่า ภาษา หมายถึง
เครื่องมือในการให้และการรับข้อมูลเพื่อสื่อความหมายความรู้ ความเข้าใจ
ความต้องการ ตลอดจนเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นเจ็ดคติและประสบการณ์ซึ่งกันและกัน
ฟิชเชอร์ (Fisher 1992:18) กล่าวว่า ภาษา หมายถึง ทักษะสำคัญ 4 ประการ คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน
สรุปได้ว่า ภาษา หมายถึง
ระบบสัญลักษณ์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสาร ถ่ายทอดแลกเปลี่ยน ความรู้
ความคิดความรู้สึก และประสบการณ์ระหว่างผู้ที่อยู่ในสังคมเดียวกัน
รวมทั้งเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ประกอบด้วยทักษะที่สำคัญ 4 ประการ คือ การฟัง การพูดการอ่าน และการเขียน ในระดับปฐมวัย ภาษา
หมายถึง ภาษาวาจา คือการพูดและการฟัง การรู้หนังสือ หมายถึง การอ่านและการเขียน
3.
นิทาน
3.1 ความหมายของนิทาน
เกษลดา
มานะจุติและ อภิญญา มนูญศิลป์ (2544 : 1) ได้ให้ความหมายของนิทานว่า หมายถึง เรื่องเล่าต่อกัน
มาโดยใช้วาจาหรือเล่าโดยแสดงภาพประกอบ หรือการเล่าโดยวัสดุอุปกรณ์
ใช้ประเภทต่างๆประกอบก็ได้เช่น หนังสือภาพ
หุ่นหรือการใช้คนแสดงบทบาทลีลาเป็นไปตามเนื้อเรื่องของนิทานนั้นๆ
แต่เดิมมานิทานถูกเล่าสู่กันและกันด้วยปากสืบกันมาเพื่อ เป็นเครื่องบันเทิงใจในยามว่าง
และเพื่อถ่ายทอดความเชื่อความศรัทธาเลื่อมใสในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่ยึดถือของคนแต่ละกลุ่ม
ประคอง
นิมมานเหมินทร์(2550 : 9)ได้ให้ความหมายของนิทานว่า
หมายถึง เรื่องที่เล่ากันต่อๆ มาจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งโดยไม่ทราบว่า
ใครเป็นผู้แต่ง เช่น นิทานเรื่องสังข์ทองปลาบู่ทอง หรือโสนน้อยเรือนงาม
มีการเล่าสู่กันฟังจากปู่ย่าตายายของเรา พ่อแม่ของเรารวมทั้งตัวเราเอง
ไปจนถึงลูกหลานเหลนโหลนของเรา เป็นทอดๆ กันไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า บางครั้งก็แพร่กระจายจากท้องถิ่นหนึ่งไปสู่อีกท้องถิ่นหนึ่ง
เช่น นิทานเรื่องสังข์ทองอาจมีหลายสำนวน
3.2 ความสำคัญของนิทานกับเด็กปฐมวัย
เกริก
ยุ้นพันธ์ (2547 : 55 - 56)ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเล่านิทาน ดังนี้
1. เด็กๆ
หรือผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกอบอุ่นและใกล้ชิด เป็นกันเองกับผู้เล่า
2. เด็กๆ
หรือผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกร่วมในขณะฟัง ทา
ให้เขาเกิดความเพลิดเพลินผ่อนคลายและสดชื่นแจ่มใส
3. เด็กๆ
หรือผู้ฟังจะมีสมาธิหรือความตั้งใจที่มีระยะเวลานานขึ้นหรือยาวขึ้น
โดยเฉพาะผู้เล่าที่มีความสามารถในการตรึงให้ผู้ฟังหรือกเด็กๆใจจดจ่ออยู่กับเรื่องราวที่ผู้เล่าเล่าเรื่องที่มีขนาดยาว
4. เด็กๆ
หรือผู้ฟังจะถูกกล่อมเกลาด้วยนิทานที่มีเนื้อหาส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม
ทำให้เด็กๆ และผู้ฟังเข้าใจในความดีและความงามยิ่งขึ้น
5. นิทานจะทา ให้เด็กๆ
หรือผู้ฟังมีความละเอียดอ่อน รู้จักการรับและการให้มองโลกในแง่ดี
6. นิทานจะทำให้เด็กๆ
หรือผู้ฟังใช้กระบวนการคิดในการพิจารณาแก้ปัญหาได้
7.
นิทานสามารถสร้างความกล้าให้กับเด็กๆหรือผู้ฟังโดยการแสดงออกที่ผ่านกระบวนการคิดที่มีประสิทธิภาพ
8. เด็กๆ
ผู้ฟังจะได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์และสามารถประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้
9.
นิทานช่วยสร้างเสริมจินตนาการที่กว้างไกลไร้ขอบเขตให้กับเด็กหรือผู้ฟัง
10. นิทานสามารถช่วยให้เด็กๆ
และผู้ฟังได้รู้จักการใช้ภาษาที่ถูกต้อง การออกเสียง การกระดกลิ้นตัว ร เรือ และ ล
สิงได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติ
วิเชียร
เกษประทุม(2550 : 9-10)ได้กล่าวถึงความสำคัญของนิทานวามี่ คุณค่าและมีประโยชน์
ดังนี้
1.นิทานให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน
เป็นการผ่อนคลายความเครียดและช่วยให้เวลาผ่านไปอย่างไม่น่าเบื่อหน่าย
2.
นิทานช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวเด็กบางคนอาจมองผุ้ใหญ่ว่าเป็นบุคคลที่ขี้บ่นชอบดุด่า
น่าเบื่อหน่วยหรือน่าเกรงขาม แต่ถ้าผู้ใหญ่มีเวลาเล่านิทานให้เด็กฟังบ้าง
นิทานที่สนุกๆ
ก็จะช่วยให้เด็กอยากอยู่ใกล้ชิดผู้ใหญ่ความเกรงกลัวหรือเบื่อหน่ายผู้ใหญ่ลง17
3.
นิทานให้การศึกษาและเสริมสร้างจินตนาการ
4. นิทานให้ข้อคิดและคติเตือนใจ
ช่วยปลูกฝังคุณธรรมต่างๆ ที่สังคมพึงประสงค์ให้แก่ผู้ฟังเช่น
ให้ซื่อสัตว์ให้เชื่อผู้ใหญ่ ให้พูดจาไพเราะอ่อนหวาน
ให้มีความเอื้อเผื่อเผื่อแผ่ให้ขยันขันแข็ง เป็นต้น
5.
นิทานช่วยสะท้อนให้เห็นสภาพของสังคมในอดีตในหลายๆด้าน เช่น ลักษณะของสังคมวิถีชีวิตของประชาชนในสังคมตลอดจนประเพณีค่านิยมและความเชื่อเป็นต้นสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
(2550 : 11-16) ได้ระบุถึงความสำคัญ ของนิทานว่านิทานเป็นสิ่งที่สำคัญ
ต่อชีวิตทั้งและผู้ใหญ่ เพราะนอกจากนิทาน จะช่วยให้เด็กๆ มีความสุขสนุกหรรษาแล้ว
ยังเป็นโลกแห่งจินตนาการที่สมบูรณ์แบบที่คอยช่วยถักทอสายใยความรักความฝัน
สานสัมพันธ์อันอบอุ่น ความละมุนละไมในกลุ่มสมาชิกของครอบครัว
สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน
(สสย.) ความสำคัญของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัยขึ้นอยู่กับความสนใจ การรับรู้ และความสามารถตามวัย ดังต่อไปนี้
เด็กอายุ ๐ - ๑ ปี ควรเป็นหนังสือภาพเหมือนรูปสัตว์
ผัก ผลไม้ สิ่งของในชีวิตประจำวัน และเขียนเหมือนภาพของจริง มีสีสวยงาม
ขนาดใหญ่ชัดเจนเป็นภาพเดี่ยวๆที่มีชีวิตชีวา
ไม่ควรมีภาพหลังหรือส่วนประกอบภาพที่รกรุงรัง รูปเล่มอาจทำด้วยผ้าหรือพลาสติก
หนานุ่มให้เด็กหยิบเล่นได้
เด็กอายุ ๒ -๓ ปี ควรเป็นหนังสือนิทานภาพที่เด็กสนใจ
ไม่ควรบังคับเด็กดูแต่หนังสือที่พ่อแม่ต้องการให้อ่าน หนังสือที่เหมาะสม
ควรเป็นภาพเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน สัตว์ สิ่งของ เด็กเล่นในช่วงนี้
มีประสาทสัมผัสทางหูดีมาก หากมีประสบการณ์ด้านภาษา และเสียงที่ดีในวัยนี้ เด็กจะสามารถพัฒนาศักยภาพด้านภาษาและดนตรีได้ดี
หากเด็กมีประสบการณ์ที่ดีในช่วงเวลานี้ จะเป็นพื้นฐานในการสร้างนิสัยรักการอ่าน
ของเด็กในอนาคต
เด็กอายุ ๔ – ๕ ปี ควรเป็นนิทานที่เป็นเรื่องที่ยาวขึ้น
แต่เข้าใจง่าย ส่งเสริมจินตนาการ และอิงความจริงอยู่บ้าง เนื้อเรื่องสนุกสนานน่าติดตาม
มีภาพประกอบที่มีสีสัน สดใสสวยงาม มีตัวอักษรบรรยายเนื้อเรื่องไม่มากเกินไป
และมีขนาดใหญ่พอสมควรใช้ภาษาง่ายๆ
เด็กวัยนี้มีจินตนาการสร้างสรรค์อยากรู้อยากเห็นสิ่งรอบตัวเกี่ยวกับธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมว่าสิ่งนี้มาจากไหนทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเช่นนี้
เริ่มเข้าใจความแตกต่างระหว่างความจริงกับเรื่องสมมุติ หนังสือประกอบ
จะเป็นการสร้างจินตนาการสร้างสรรค์
ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของพลังการเรียนรู้จากการอ่านหนังสือ สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน
(สสย.)