วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

วิจัยบทที่ 3

 

บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมทักษะทางด้านการฟังของเด็กปฐมวัยและเปรียบเทียบการประเมินพัฒนาการก่อนและหลังการจัดกิจกรรมนิทานปลายเปิด

1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

3. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

4. การเก็บรวบรวมข้อมูล

5. วิธีดาเนินการทดลอง

6. การวิเคราะห์ข้อมูล

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรที่ใช้ในการวิจัย

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย – หญิงอายุระหว่าง 5-6 ปี กาลังศึกษาอยู่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี) สำนักงานเขตสังกัดพิ้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร  กรุงเทพมหานคร โดยมีจำนวน 4 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 30 คน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 120 คน

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย – หญิงอายุระหว่าง 5-6 ปี กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี) สำนักงานเขตสังกัดพิ้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร  กรุงเทพมหานคร ได้มาโดยวิธีการการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) เลือกห้องเรียนชั้นอนุบาล ปีที่ 3/1 มาจำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 29 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า

ในการวิจัยครั้งนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เครื่องมือการทดลอง

1.          แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานปลายเปิด จำนวน 24 แผน เครื่องมือแบบสอบถาม

2.          แบบสอบถามในการตอบคำถามปลายเปิดจากการฟังนิทาน

ชุดที่ 1 .........................................................................................................

ชุดที่ 2 .........................................................................................................

1. ขั้นตอนในการสร้างแผนการทำกิจกรรมการเล่านิทานปลายเปิด ดังนี้

จุดประสงค์

เพื่อศึกษาผลในการพัฒนาทักษะด้านการฟังโดยใช้นิทานปลายเปิด

วิธีการดำเนินการสร้าง

ผู้ศึกษาได้สร้างแผนเสริมประสบการณ์ ด้วยการเล่านิทานปลายเปิด โดยดำเนินการตาม ขั้นตอน ดังนี้

1) ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1.1 ศึกษาทฤษฎีเอกสารและงานวิจัย เกี่ยวข้องการพัฒนาทักษะด้านการพูด

1.2 ศึกษาเอกสารและหนังสือนิทานปลายเปิด หนังสือนิทานชาดก ของกัลยาณมิตร เล่ม1 (2558)  หนังสือนิทานชาดก ของกัลยาณมิตร เล่ม 2  (2559)

1.3 ดำเนินการเลือกประเภทนิทานปลายเปิดทั้งหมด 2 ประเภท ดังนี้

               1.นิทานปลายเปิด

               2.นิทานชาดก

1.4 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยปี 2560

2)กำหนดเนื้อหาที่จะจัดทำแผนเสริมประสบการณ์ด้วยกิจกรรมการเล่านิทานปลายเปิด

3)สร้างแผนการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ด้วยกิจกรรมการเล่านิทานปลายเปิด จำนวน 24 แผน สอนสัปดาห์ละ 3 วัน เรื่องละ 1 วัน จำนวน 8 สัปดาห์

3.1ชื่อนิทาน

3.2จุดมุ่งหมายของกิจกรรม

3.3ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม

3.4ขั้นสรุป

โดยกำหนดรูปแบบของการจัดกิจกรรม ซึ่งประกอบด้วย จุดประสงค์ ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม 3 ขั้นตอน ดังนี้

3.3.1ขั้นนำ (introduction)

นำเด็กเข้าสู่คันเรื่องราวนิทานโดยการสนทนาซักถาม ปริศนาคำทาย การร้องเพลงเปรียบเทียบ การใช้หุ่นมือ การวาดรูปและสร้างข้อตกลงระหว่างครูกับเด็กระหว่างฟังนิทาน

3.3.2 ขั้นสอน (body)

โดยใช้หนังสือนิทานและภาพประกอบที่มีสีสันและรูปภาพสวยงามเราใจมีรูปเล่มขนาดใหญ่พอที่จะให้เด็กสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนมาประกอบการเล่าขณะที่ครูเราและปรับเปลี่ยนน้ำเสียงให้เราใจสอดแทรกอารมณ์แสดงสีหน้าท่าทางตามบทบาทของตัวละครบางตอนในเนื้อเรื่องพให้เด็กเข้าใจในเรื่องราวและลำดับเหตุการณ์ได้ดีเป็นไปตามจุดประสงค์ของการเล่านิทานเรื่องนั้นด้วย

3.3.3 ขั้นสรุป (conclusion)

เมื่อเล่านิทานจบเล่าความประทับใจในนิทานและสรุปเป็นประเด็นที่สำคัญสนทนาซักถามเกี่ยวกับเรื่องราวในนิทานจากนั้นครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเนื้อหาของนิทานครูผู้สอน โดยใช้คำพูดเชื่อมโยงให้เด็กปฏิบัติกิจกรรมโดยการสร้างสถานการณ์เชื่อมต่อเหตุการณ์ในนิทานและร่วมกันทำกิจกรรมที่มีความสัมพันธ์กับเนื้อหาและตรงตามจุดประสงค์ของทานเรื่องนั้น

 

4) นำแผนการจัดประสบการณ์นิทานปลายเปิด ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาความสอดคล้องของกิจกรรมและจุดมุ่งหมาย (IOC) คัดเลือกไว้ 24 แผน โดยให้มีความคิดเห็นตรงกันอยางน้อย2 ใน 3 มีค่าเท่ากับ.0.5 ขึ้นไปถือว่าเชื่อถือได้ เกณฑ์การพิจราณา ดังนี้

+1 หมายถึง

0 หมายถึง

-1 หมายถึง

เมื่อผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วย เมื่อผู้เชี่ยวชาญไม่แน่ใจ เมื่อผู้เชี่ยวชาญไม่เห็นด้วย

และปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญดังนี้

4.1 อาจารย์กมลวรรณ์ อังศรีสุรพร

4.2 อาจารย์ตฤณ แจ่มถิ่น

4.3 อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ้หมาด

5) นำแผนการจัดประสบการณ์ด้วยการจัดกิจกรรมนิทานปลายเปิด ที่ผ่านการตรวจสอบจาก

ผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำ โดยใช้เกณฑ์ความเห็นตรงกัน 2 ใน 3 ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ได้แก้ไข ปรับปรุงแผนการจัดประสบการณ์ด้วยการจัดกิจกรรมนิทานปลายเปิด ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน

6) นำแผนการจัดประสบการณ์ด้วยการจัดกิจกรรมนิทานปลายเปิด ที่ปรับปรุงแก้ไขไปทดลอง (Try Out) ใช้กับนักเรียนอายุ 5-6 ปี ที่กาลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาล ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อหาข้อบกพร่องและความเป็นไปได้

7) ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ด้วยการเล่านนิทานปลายเปิดให้เป็นฉบับ สมบูรณ์

8) นำแผนการจัดประสบการณ์ด้วยการจัดกิจกรรมนิทานปลายเปิด ที่ปรับปรุงเหมาะสมแล้วจัดทำฉบับจริงเพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง

2. แบบทดสอบด้านการฟังหลังจากจัดกิจกรรมแผนการเสริมประสบการณ์การเล่านิทานปลายเปิด

วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพัฒนาการเด็ก ซึ่งควรใช้วิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้ได้ข้อมูล ที่สมบูรณ์ที่สุด ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการส่งเสริมเด็กปฐมวัยด้านการพูดโดยใช้กิจกรรมการเล่านิทานปลายเปิด

 ผู้ศึกษาได้ดาเนินการสร้างตามลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้

2.1 ศึกษาทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวกับทักษะด้านการฟังของเด็ก ปฐมวัย เพื่อกำหนดกรอบและวัตถุประสงค์ในการประเมิน

2.2 สร้างแบบทดสอบทักษะทางด้านการฟังดังนี้

(1) สร้างแบบทดสอบโดยการตั้งคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับนิทาน ด้านการฟังเพื่อให้เด็กฝึกการจับใจความและการตอบคำถามแบบปลายเปิด ชั้นอนุบาล 3 อายุ 5-6 ปี ที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยใช้คำถามปลายเปิด โดยสอบถามรายบุคคล

ด้านที่ 1 แบบสอบถามในการจับใจความเนื้อหานิทานปลายเปิด

ด้านที่ 2 การตั้งคำถาม-ตอบคำถามเกี่ยวกับนิทาน

โดยต้ังเกณฑ์ในการให้คะแนน ดังนี้

3 หมายถึง จับใจความได้ถูกต้องและตอบคำถามได้แม่นย้ำ

2 หมายถึง จับใจความได้แต่ต้องมีคำถามมาชักนำ 2-3 คำถาม

1 หมายถึง จับใจความและตอบคำถามได้แต่ต้องมีคำถามมาชักนำ 3 คำถามขึ้นไป

2.3 นำแบบสอบถามวัดความสามารถทักษะด้านการฟังที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เสนอ ให้ผู้เชี่ยวชาญ 3

ท่านเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง

2.4 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบความสามารถทักษะด้านการฟังของเด็กปฐมวัยตามคำแนะนำ

ของผู้เชี่ยวชาญ

2.5 นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับเด็กปฐมวัยชั้นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่

2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี) สำนักงานเขตสังกัดพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร  กรุงเทพมหานคร เพื่อหา ความยากง่ายและค่าอำนาจจำแนก

แบบแผนการทดลองและวิธีดำเนินงานวิจัย

ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง เป็นการดำเนินการทดลองโดยอาศัยการทดลองกลุ่มเดียว ดังนั้นผู้วิจัยจึงดำเนินการทดลองโดยใช้กลุ่มตัวอย่างเดียวทำการทดลองเก็บข้อมูลจากสถานการณ์จริงขณะ ทดลองเพื่อความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการทดลองครั้งนี้ ซึ่งผู้วิจัยดาเนินการทดลองตาม แผนการวิจัยแบบ One Group Pretest-Posttest ดังแสดงในตาราง

ตาราง 1 แบบแผนการทดลอง

กลุ่มทดลอง

ก่อนการทดลอง

(Pretest)

วิธีดำเนินการ

หลังการทดลอง

(Posttest)

E

T1

X

T2

 

ความหมายของสัญลักษณ์

E แทน กลุ่มทดลอง

T1 แทน การใช้แบบทดสอบความสามารถในด้านทักษะการฟังของเด็กปฐมวัยการทดลอง

X แทน การดำเนินการจัดกิจกรรมแผนการจัดประสบการณ์การเล่านิทานปลายเปิด

T2 แทน การใช้แบบทดสอบความสามารถในด้านทักษะการฟังหลังการทดลอง

การทดลองครั้งนี้ดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2563 ทาการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 20 นาที กลุ่มตัวอย่างได้รับการทดลอง รวม 24 คร้ัง ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1. ก่อนทำกิจกรรมผู้วิจัยทำการทดสอบความสามารถด้านการฟังก่อนการทดลอง (Pretest) จำนวน 3 วัน วันละ 1 แบบ

2. ผู้วิจัยดำเนินการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมการเล่านิทานปลายเปิด ซึ่งใช้ระยะเวลาในการ จัดประสบการณ์การเรียนรู้ จำนวน 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 1 คาบ คาบละ 20 นาทีรวมทั้งสิ้น 24 คาบ

3.ในการดำเนินการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยการใช้นิทานปลายเปิด แต่ละวันเด็กสามารถพูดคุย ตอบคำถาม จับใจความเนื้อเรื่องในการเล่านิทาน เพื่อฝึกทักษะการฟัง

4. เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ผู้วิจัยประเมินความสามารถในพัฒนาทักษะการฟังของเด้กปฐมวัยหลังการทดลอง

การเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการทดสอบทักษะการฟังโดยทำการทดสอบก่อนและหลังการทำกิจกรรมการเล่านิทานปลายเปิด แล้วนำข้อมูที่ได้ไปวิเคราะห์ ตามวิธีการทางสถิติต่อไป

1.หาค่าสถิติพื้นฐาน

2..เปรียบเทีบคะแนนความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยจากแบบทดสอบวัดทักษะทางด้านการฟังของเด็กปฐมวัย หลังจากการจัดประสบการณ์ โดยใช้กิจกกรรมการการเล่านิทานปลายเปิด และใช้การ ทดสอบค่า t – test (One-sample t test)

การวิเคราะห์ข้อมูลมีขั้นตอน ดังนี้

1.สถิติพื้นฐาน

1.1) การหาค่าร้อยละ (Percentage) ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบทดสอบวัด ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยใช้สูตร ดังนี้

P  =  F x 100

                                                 N

เมื่อ        P แทน ร้อยละ

F แทน ความถี่ที่แปลงเป็นร้อยละ

n แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด

 

1.2) . การทดสอบค่าเฉลี่ย กรณีกลุ่มตัวอย่าง 1 กลุ่ม

                ในการทดสอบค่าเฉลี่ยกรณีที่กลุ่มตัวอย่างมี 1 กลุ่มจะเป็นการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยกับค่าคงที่ค่าหนึ่งที่ผู้วิจัยสนใจที่ต้องการเปรียบเทียบ  ซึ่งค่าคงที่นี้อาจได้มาจากการกำหนดขึ้นหรือการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้นๆ  ซึ่งการใช้สถิติทดสอบ t – test ทดสอบค่าเฉลี่ยกรณีกลุ่มตัวอย่าง 1 กลุ่ม มีสูตรในการคำนวณ  ดังนี้

                


                                

3.สถิติที่ใช้ในการหาค่าคุณภาพ

วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) ของชุดนิทานและเพลง แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตร



 

เมื่อ                       IOC       คือ          ค่าดัชนีความสอดคล้อง

                              R            คือ          ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

                              n             คือ          จำนวนผู้เชี่ยวชาญ

 

วิจัยบทที่ 2

 

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

การวิจัยครั้งนี้ คณะผู้วิจัยมุ่งศึกษาพัฒนาการทักษะทางด้านภาษาของนักเรียนโรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์โดยใช้นิทานปลายเปิดเพื่อให้เด็กฝึกจับใจความเป็นสื่อ ดังนั้นจึงได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามลำดับ ดังต่อไปนี้

1. พัฒนาการของเด็กปฐมวัย

   1.1ความหมายของพัฒนาการ

   1.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการ

2. การพัฒนาทักษะด้านการฟังของเด็กปฐมวัย

   2.1 ความหมายของการพัฒนาการทางด้านภาษา ทักษะการฟัง

   2.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางด้านภาษา ทักษะการฟัง

  3. นิทาน

   3.1 ความหมายของนิทาน

   3.2 ความสำคัญของนิทานกับเด็กปฐมวัย

1.พัฒนาการของเด็กปฐมวัย

   1.1 ความหมายของพัฒนาการ

นิตยา คชภักดี (2543: 1) ได้ให้ความหมายพัฒนาการไว้ว่าพัฒนาการหมายถึงการเปลี่ยนแปลงด้านการทำงานและวุฒิภาวะของอวัยวะระบบต่างๆรวมถึงทั้งบุคคลทำให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำสิ่งที่ ยากซับซ้อนมากขึ้นตลอดจนเริ่มการเพิ่มทักษะใหม่ๆ และความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมหรือภาวะใหม่ในบริบทครอบครัวและสังคม

 

ฉวีวรรณ กินาวงศ์ (อ้างถึงสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2545 : 8 ) ได้กล่างถึง ความหมายของพัฒนาการไว้ในเชิงจิตวิทยาไว้ว่าพัฒนาการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงลักษณะบุคคลทั้งในโครงสร้างและแบบแผนของร่างกายและพฤติกรรมที่แสดงออกซึ่งจะดำเนินการเป็นคันคันไปตั้งแต่แรกเกิดจนถึงผู้ใหญ่และเป็นแบบฉบับที่สอดคล้องกันทั้งสีด้านได้แก่พัฒนาการด้านร่างกาย

จากความหมายดังกล่าว สรุปได้ว่า พัฒนาการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงลักษณะของบุคคลทั้งในด้านโครงสร้าง พี่ของร่างกายและพฤติกรรม ซึ่งจะดำเนินไปเป็นขั้นๆตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ โดยจะเพิ่มทักษะความสามารถที่ซับซ้อนมากขึ้นและแบบฉบับที่จอดคล้องกัน

1.2 ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับพัฒนาการ 

 เพียเจต์ (Piaget jean , 1969 ) ได้เสนอทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาว่าเด็กปฐมวัย ไปที่ปฏิบัติตนเพื่อเตรียมตัวพร้อมที่จะกระทำตามความคิดมีอายุระหว่างหนึ่งขวบครึ่งถึงหกขวบเป็นวัยที่เริ่มเรียนรู้ภาษาพูด และ สื่อความหมายต่างๆ มีความสามารถที่จะรับรู้ทั้งมีเหตุผลและไม่มีเหตุผล เรียนรู้โดยการเล่นและลองผิดลองถูกมีความสามารถในเชิงวิเคราะห์รู้จักโต้ตอบตอบคำถามปัญหาง่ายๆ

บรูเนอร์ (Bruner, 1956)   เป็นนักจิตวิทยาในยุคใหม่  ชาวอเมริกันคนแรกที่สืบสานความคิดของเพียเจต์ โดยเชื่อว่าพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเกิดจากกระบวนการภายในอินทรีย์ (Organism) เน้นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่แวดล้อมเด็ก ซึ่งจะพัฒนาได้ดีเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก และชี้ให้เห็นว่าการศึกษาว่าเด็กเรียนรู้อย่างไร ควรศึกษาตัวเด็กในชั้นเรียนไม่ควรใช้หนูและนกพิราบ ทฤษฎีของบรูเนอร์เน้นหลักการ กระบวนการคิด ซึ่งประกอบด้วย ลักษณะ 4 ข้อ คือ แรงจูงใจ (Motivation) โครงสร้าง (Structure) ลำดับขั้นความต่อเนื่อง (Sequence) และการเสริมแรง (Reinforcement)
                สำหรับในหลักการที่เป็นโครงสร้างของความรู้ของมนุษย์ บรูเนอร์แบ่งขั้นพัฒนาการคิดในการเรียนรู้ของมนุษย์ออกเป็น 3 ขั้นด้วยกัน ซึ่งคล้ายคลึงกับขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ ได้แก่
                        1. ขั้นการกระทำ (Enactive Stage) เด็กเรียนรู้จากการกระทำและการสัมผัส
                        2. ขั้นคิดจินตนาการหรือสร้างมโนภาพ (Piconic Stage) เด็กเกิดความคิดจากการรับรู้ตามความเป็นจริง และการคิดจากจินตนาการด้วย
                        3. ขั้นใช้สัญลักษณ์และคิดรวบยอด (Symbolic Stage) เด็กเริ่มเข้าใจเรียนรู้ความ สัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และพัฒนาความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่พบเห็น 

 

2. การพัฒนาทักษะด้านการฟังของเด็กปฐมวัย

2.1 ความหมายของการพัฒนาการทางด้านภาษา ทักษะการฟัง

ทักษะการฟังเป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ การฟังจึงเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทักษะการสื่อสารด้านอื่น ๆ เช่น ทักษะการพูด อ่าน เขียน ฯลฯ หากมีทักษะการฟังที่ดีจะนำมาซึ่งความสำเร็จในชีวิตได้ นอกจากนี้การพัฒนาทักษะการฟังส่งผลต่อการพัฒนาในด้านสติปัญญา ในแง่ของการใช้ความคิด การจับประเด็น ฝึกความจำ และฝึกฝนการมีสมาธิกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ต้องการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เปลื้อง ณ นคร (2545: 250) ฟัง หมายถึง ตั้งใจสดับ คอยรับเสียงได้ยิน เชื่อ ทำตามถ้อยคำ

อัจฉราวดี สวัสดิ์สุข (2549: 47)กล่าวว่า การฟัง เป็นเรื่องที่เราตั้งใจใส่ใจในสิ่งที่ได้ยินติดตาม เข้าใจความหมาย คิดพิจารณาควรจะคล้อยตามหรือโต้แย้ง และเป็นกระบวนการรับรู้สารโดยผ่านสื่อทางเสียงด้วยรูปแบบต่าง ๆ

ดวงกมล พลคร (2553: 35)การฟัง หมายถึง การรับรู้เสียงผานประสาทสัมผัสทางหูโดย การได้ยินอย่างเข้าใจความหมาย สามารถตีความ และเชื่อมโยงเสียงที่รับรู้โดยผ่านสื่อ ประสบการณ์ได้

 

2.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางด้านภาษา ทักษะการฟัง

ทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษามีหลายทฤษฎี ดังนี้ (ศรียา  นิยมธรรม และ
ประภัสสร  นิยมธรรม,  2519 : 31-35)

                         1. ทฤษฎีความพึงพอใจแห่งตน (The Autism Theory หรือ Austistic Theory) ทฤษฎีนี้ถือว่า การเรียนรู้การพูดของเด็กเกิดจากการเลียนเสียงอันเนื่องจากความพึงพอใจ
ที่ได้กระทำเช่นนั้น โมว์เรอร์ (Mower) เชื่อว่า ความสามารถในการฟัง และความเพลิดเพลิน
กับการได้ยินเสียงของผู้อื่นและตนเองเป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการทางภาษา

                         2. ทฤษฎีการเลียนแบบ (The Imitation Theory) เลวิส (Lawis) ได้ศึกษาและ
เชื่อว่า พัฒนาการทางภาษานั้นเกิดจากการเลียนแบบ ซึ่งอาจเกิดจากการมองเห็นหรือการได้ยินเสียง การเลียนแบบของเด็กเกิดจากความพอใจ และความสนใจของตัวเด็กเอง ปกติช่วงความสนใจของเด็กนั้นสั้นมาก เพื่อที่จะชดเชยเด็กจึงต้องมีสิ่งเร้าซ้ำ ๆ กัน การศึกษากระบวนการ
ในการเลียนแบบภาษาพูดของเด็กพบว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อพ่อแม่เลียนแบบเสียงของเด็ก
ในระยะเล่นเสียงหรือในระยะที่เด็กกำลังเรียนรู้การออกเสียง

2.3 ความหมายของภาษา

บุญยงค์ เกศเทศ(2541)กล่าวว่า ภาษาเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ เป็นเครื่องมือช่วยทำให้มนุษย์ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นนามธรรมต่อกัน เช่นในแง่ภาษาศาสตร์ภาษา หมายถึง ภาษาที่ใช้พูดเพื่อสื่อความหมายในชุมชนหนึ่งๆในด้านจิตวิทยา ภาษา หมายถึงความสามารถในการติดต่อสื่อความหมาย หรือ เพื่อแสดงความรู้สึก และความคิด ภาษาจึงหมายถึงการพูด การเขียน ทำท่าทางประกอบการแสดงสีหน้า และการใช้ภาษาใบ้เป็นต้น ประเทิน มหาขันธ์กว่าวว่า ภาษาเป็นสัญลักษณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นแทนความคิด เพื่อใช้สื่อความหมายทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ภาษาเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ ในการดำเนินชีวิต ดำเนินชีวิตในสังคมและภาษาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์ มนุษย์มีภาษา สำหรับสื่อสารความคิดและสืบทอดความรู้ วัฒนธรรม คำว่า “ภาษา” มีผู้ให้คำนิยามต่างกัน

1. ภาษาเป็นสัญลักษณ์หรือรหัส ใช้แทนสัตว์ สิ่งของสถานที่ กิริยาอาการ และเหตุการณ์เช่นเด็กกินขนม

2. ภาษาเป็นสัญลักษณ์ของมโนติเกี่ยวกับโลก หรือประมวลประสบการณ์ เล่น ประเทศ ความเศร้าโศก

3. ภาษาเป็นระบบที่ค่อนข้างจะคงที่ เช่น คำที่เป็นประธาน กิริยา กรรม

วิจินตน์ ภาณุพงษ์ (อ้างใน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,2535) ให้ความหมายของภาษาไว้ว่า คำว่าภาษานักภาษาศาสตร์ หมายถึง เสียงที่มีระบบที่เราใช้สื่อสารกัน ภาษาพูด หมายถึง เสียง ภาษา เขียน หมายถึง ตัวอักษร ถ้าเราจะอธิบายลักษณะของภาษาให้สมบูรณ์เราต้องศึกษาทั้งเสียงระเบียบและความสัมพันธ์. ระหว่าง ระเบียบสถานการณ์ที่เราใช้เสียง คำว่า ภาษา ด้านจิตวิทยา ภาษาหมายถึงความสามารถในการติดต่อผู้อื่น ดังนั้นภาษาจึงเอาวิธีการทุกๆอย่างที่ใช้ในการติดต่อเพื่อสื่อความหมายหรือเพื่อแสดงความรู้สึกความคิดเห็นทั้งมวลภาษาจึงหมายความรวมถึงทั้งทการพูด การเขียน การทำท่าทางประกอบ การใช้ภาษาใบ้ การแสดงสีหน้าการแสดงออกทางศิลปะดนตรี

กาญจนา นาคสกุล (2540) กล่าวว่า ภาษาเป็นหัวใจของมนุษย์ เพราะถ้าปราศจากภาษามนุษย์ย่อมไม่ต่างจากสัตว์ เนื่องจากภาษาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร ที่สัมพันธ์กับความคิด การสร้างสรรค์ในสังคมมนุษย์ เป็นเครื่องมือที่ทำให้สังคมมนุษย์เจริญก้าวหน้ามาถึงปัจจุบันและภาษาเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในกระบวนการพัฒนาคน นักทฤษฎีพัฒนาการได้ศึกษาความสำคัญของภาษาที่ว่าเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมและสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2546) ภาษา หมายถึง ระบบการเปงเสียงและการเขียนสัญลักษณ์ซึ่งคนในสังคมเรียนรู้และใช้ทำนองเดียวกัน

วิทยากร เชียงกูล (2548) กล่าวว่า ภาษา หมายถึง เครื่องมือในการให้และการรับข้อมูลเพื่อสื่อความหมายความรู้ ความเข้าใจ ความต้องการ ตลอดจนเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นเจ็ดคติและประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

ฟิชเชอร์ (Fisher 1992:18) กล่าวว่า ภาษา หมายถึง ทักษะสำคัญ 4 ประการ คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน

สรุปได้ว่า ภาษา หมายถึง ระบบสัญลักษณ์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสาร ถ่ายทอดแลกเปลี่ยน ความรู้ ความคิดความรู้สึก และประสบการณ์ระหว่างผู้ที่อยู่ในสังคมเดียวกัน รวมทั้งเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ประกอบด้วยทักษะที่สำคัญ 4 ประการ คือ การฟัง การพูดการอ่าน และการเขียน ในระดับปฐมวัย ภาษา หมายถึง ภาษาวาจา คือการพูดและการฟัง การรู้หนังสือ หมายถึง การอ่านและการเขียน

3. นิทาน

3.1 ความหมายของนิทาน

เกษลดา มานะจุติและ อภิญญา มนูญศิลป์ (2544 : 1) ได้ให้ความหมายของนิทานว่า หมายถึง เรื่องเล่าต่อกัน มาโดยใช้วาจาหรือเล่าโดยแสดงภาพประกอบ หรือการเล่าโดยวัสดุอุปกรณ์ ใช้ประเภทต่างๆประกอบก็ได้เช่น หนังสือภาพ หุ่นหรือการใช้คนแสดงบทบาทลีลาเป็นไปตามเนื้อเรื่องของนิทานนั้นๆ แต่เดิมมานิทานถูกเล่าสู่กันและกันด้วยปากสืบกันมาเพื่อ เป็นเครื่องบันเทิงใจในยามว่าง และเพื่อถ่ายทอดความเชื่อความศรัทธาเลื่อมใสในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่ยึดถือของคนแต่ละกลุ่ม

ประคอง นิมมานเหมินทร์(2550 : 9)ได้ให้ความหมายของนิทานว่า หมายถึง เรื่องที่เล่ากันต่อๆ มาจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งโดยไม่ทราบว่า ใครเป็นผู้แต่ง เช่น นิทานเรื่องสังข์ทองปลาบู่ทอง หรือโสนน้อยเรือนงาม มีการเล่าสู่กันฟังจากปู่ย่าตายายของเรา พ่อแม่ของเรารวมทั้งตัวเราเอง ไปจนถึงลูกหลานเหลนโหลนของเรา เป็นทอดๆ กันไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า บางครั้งก็แพร่กระจายจากท้องถิ่นหนึ่งไปสู่อีกท้องถิ่นหนึ่ง เช่น นิทานเรื่องสังข์ทองอาจมีหลายสำนวน

 

3.2 ความสำคัญของนิทานกับเด็กปฐมวัย

               เกริก ยุ้นพันธ์ (2547 : 55 - 56)ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเล่านิทาน ดังนี้

 1. เด็กๆ หรือผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกอบอุ่นและใกล้ชิด เป็นกันเองกับผู้เล่า

2. เด็กๆ หรือผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกร่วมในขณะฟัง ทา ให้เขาเกิดความเพลิดเพลินผ่อนคลายและสดชื่นแจ่มใส

3. เด็กๆ หรือผู้ฟังจะมีสมาธิหรือความตั้งใจที่มีระยะเวลานานขึ้นหรือยาวขึ้น โดยเฉพาะผู้เล่าที่มีความสามารถในการตรึงให้ผู้ฟังหรือกเด็กๆใจจดจ่ออยู่กับเรื่องราวที่ผู้เล่าเล่าเรื่องที่มีขนาดยาว

4. เด็กๆ หรือผู้ฟังจะถูกกล่อมเกลาด้วยนิทานที่มีเนื้อหาส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม ทำให้เด็กๆ และผู้ฟังเข้าใจในความดีและความงามยิ่งขึ้น

5. นิทานจะทา ให้เด็กๆ หรือผู้ฟังมีความละเอียดอ่อน รู้จักการรับและการให้มองโลกในแง่ดี

6. นิทานจะทำให้เด็กๆ หรือผู้ฟังใช้กระบวนการคิดในการพิจารณาแก้ปัญหาได้

7. นิทานสามารถสร้างความกล้าให้กับเด็กๆหรือผู้ฟังโดยการแสดงออกที่ผ่านกระบวนการคิดที่มีประสิทธิภาพ

8. เด็กๆ ผู้ฟังจะได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์และสามารถประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้

9. นิทานช่วยสร้างเสริมจินตนาการที่กว้างไกลไร้ขอบเขตให้กับเด็กหรือผู้ฟัง

10. นิทานสามารถช่วยให้เด็กๆ และผู้ฟังได้รู้จักการใช้ภาษาที่ถูกต้อง การออกเสียง การกระดกลิ้นตัว ร เรือ และ ล สิงได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติ

               วิเชียร เกษประทุม(2550 : 9-10)ได้กล่าวถึงความสำคัญของนิทานวามี่ คุณค่าและมีประโยชน์ ดังนี้

 1.นิทานให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน เป็นการผ่อนคลายความเครียดและช่วยให้เวลาผ่านไปอย่างไม่น่าเบื่อหน่าย

2. นิทานช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวเด็กบางคนอาจมองผุ้ใหญ่ว่าเป็นบุคคลที่ขี้บ่นชอบดุด่า น่าเบื่อหน่วยหรือน่าเกรงขาม แต่ถ้าผู้ใหญ่มีเวลาเล่านิทานให้เด็กฟังบ้าง นิทานที่สนุกๆ ก็จะช่วยให้เด็กอยากอยู่ใกล้ชิดผู้ใหญ่ความเกรงกลัวหรือเบื่อหน่ายผู้ใหญ่ลง17

3. นิทานให้การศึกษาและเสริมสร้างจินตนาการ

4. นิทานให้ข้อคิดและคติเตือนใจ ช่วยปลูกฝังคุณธรรมต่างๆ ที่สังคมพึงประสงค์ให้แก่ผู้ฟังเช่น ให้ซื่อสัตว์ให้เชื่อผู้ใหญ่ ให้พูดจาไพเราะอ่อนหวาน ให้มีความเอื้อเผื่อเผื่อแผ่ให้ขยันขันแข็ง เป็นต้น

5. นิทานช่วยสะท้อนให้เห็นสภาพของสังคมในอดีตในหลายๆด้าน เช่น ลักษณะของสังคมวิถีชีวิตของประชาชนในสังคมตลอดจนประเพณีค่านิยมและความเชื่อเป็นต้นสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550 : 11-16) ได้ระบุถึงความสำคัญ ของนิทานว่านิทานเป็นสิ่งที่สำคัญ ต่อชีวิตทั้งและผู้ใหญ่ เพราะนอกจากนิทาน จะช่วยให้เด็กๆ มีความสุขสนุกหรรษาแล้ว ยังเป็นโลกแห่งจินตนาการที่สมบูรณ์แบบที่คอยช่วยถักทอสายใยความรักความฝัน สานสัมพันธ์อันอบอุ่น ความละมุนละไมในกลุ่มสมาชิกของครอบครัว

สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ความสำคัญของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัยขึ้นอยู่กับความสนใจ  การรับรู้ และความสามารถตามวัย ดังต่อไปนี้

เด็กอายุ ๐ - ๑ ปี ควรเป็นหนังสือภาพเหมือนรูปสัตว์ ผัก ผลไม้ สิ่งของในชีวิตประจำวัน และเขียนเหมือนภาพของจริง มีสีสวยงาม ขนาดใหญ่ชัดเจนเป็นภาพเดี่ยวๆที่มีชีวิตชีวา ไม่ควรมีภาพหลังหรือส่วนประกอบภาพที่รกรุงรัง รูปเล่มอาจทำด้วยผ้าหรือพลาสติก หนานุ่มให้เด็กหยิบเล่นได้

เด็กอายุ ๒ -๓ ปี ควรเป็นหนังสือนิทานภาพที่เด็กสนใจ ไม่ควรบังคับเด็กดูแต่หนังสือที่พ่อแม่ต้องการให้อ่าน หนังสือที่เหมาะสม ควรเป็นภาพเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน สัตว์ สิ่งของ เด็กเล่นในช่วงนี้ มีประสาทสัมผัสทางหูดีมาก หากมีประสบการณ์ด้านภาษา และเสียงที่ดีในวัยนี้ เด็กจะสามารถพัฒนาศักยภาพด้านภาษาและดนตรีได้ดี หากเด็กมีประสบการณ์ที่ดีในช่วงเวลานี้ จะเป็นพื้นฐานในการสร้างนิสัยรักการอ่าน ของเด็กในอนาคต

เด็กอายุ ๔ – ๕ ปี ควรเป็นนิทานที่เป็นเรื่องที่ยาวขึ้น แต่เข้าใจง่าย ส่งเสริมจินตนาการ และอิงความจริงอยู่บ้าง เนื้อเรื่องสนุกสนานน่าติดตาม มีภาพประกอบที่มีสีสัน สดใสสวยงาม มีตัวอักษรบรรยายเนื้อเรื่องไม่มากเกินไป และมีขนาดใหญ่พอสมควรใช้ภาษาง่ายๆ เด็กวัยนี้มีจินตนาการสร้างสรรค์อยากรู้อยากเห็นสิ่งรอบตัวเกี่ยวกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมว่าสิ่งนี้มาจากไหนทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เริ่มเข้าใจความแตกต่างระหว่างความจริงกับเรื่องสมมุติ หนังสือประกอบ จะเป็นการสร้างจินตนาการสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของพลังการเรียนรู้จากการอ่านหนังสือ สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.)

วิจัยบทที่ 3

  บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมทักษะทางด้านการฟังของเด็กปฐมวัยและเปรียบเทียบการประเมินพัฒนาก...