การเรียนครั้งที่ 19 วันที่ 8 มีนาคม 2564
นำวิจัยบทที่ 1 แบบสมบูรณ์แบบ ไปส่ง
บทที่ 1
ชื่อวิจัย การพัฒนาทักษะด้านการฟังของเด็กปฐมวัยโดยใช้นิทานปลายเปิด
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย
การจัดการศึกษาระดับปฐมวัย
มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเด็กในวัยนี้เป็นวัยที่สำคัญที่สุดในชีวิตเพราะเด็กมีพัฒนาการทุกด้านรวดเร็วมาก
ประสบการณ์ที่เด็กได้รับในช่วงนี้เป็นประสบการณ์ที่ดี
และเหมาะสมจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคมและสติปัญญา
ได้อย่างสมดุลและเต็มตามศักยภาพ และในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย
เป็นการจัดในลักษณะของการอบรมเลี้ยงดู และการให้การศึกษาแก่เด็กทุกด้าน
ทั้งทางด้านร่างกายอารมณ์ – จิตใจ สังคมและสติปัญญา
ตามวัยและความสามารถของเด็กแต่ละคน
เพื่อเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยเฉพาะปรัชญาการศึกษาปฐมวัยได้กล่าวว่า
การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กอยู่บนรากฐานการอบรมเลี้ยงดู
และการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและการพัฒนาของเด็กแต่ละคนตามศักยภาพในบริบทสังคม
วัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ด้วยความรัก ความเอื้ออาทรและความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตเด็ก
พัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เกิดคุณค่าต่อตนเองและสังคม ( กรมวิชาการ ,
2546 : 3 )
การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานชีวิตเพราะการเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพในวันข้างหน้า
จะต้องได้รับการปูพื้นฐานที่ดีมาตั้งแต่ปฐมวัยช่วง 6 ปีแรก
ของชีวิตเป็นช่วงที่เด็กมีการพัฒนาในทุกด้านเร็วมาก โดยเฉพาะสติปัญญา (นิตยา
คะภักดี. 2530 : 16) ซึ่งสอดคล้องกับเพียเจต์ (Piaget) ได้กล่าวว่าการพัฒนาทางด้านสติปัญญาที่เกิดขึ้นในวัยก่อนปฐมวัยนี้
จะเป็นรากฐานให้แก่การพัฒนาด้านปัญญาในระดับต่อๆไปและในการพัฒนาประชากรประเทศควรเริ่มต้นตั้งแต่ปฐมวัย
เพราะเด็กพัฒนาทางร่างกาย สติปัญญาสังคม บุคลิกภาพอย่างรวดเร็ว
ประสบการณ์ที่เด็กได้รับในช่วงแล้วมีอีกคนอย่างยิ่งในการพัฒนาขั้นต่อๆไป (ดวงเดือน
ศาสตรภัท. 2522:10 -18 )
ภาษาเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์
การอยู่ร่วมกันในสังคมจำเป็นต้องใช้ภาษาในการสื่อสารความหมายซึ่งกันและกันเพื่อ
แลกเปลี่ยนถ่ายทอดความคิดความรู้สึกทัศนคติตลอดจนประสบการณ์ให้ผู้อื่นเข้าใจ
ซึ่งทำให้มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้ราบรื่น ภาษาเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ต้องอาศัยทักษะการพูดซึ่งเป็นพื้นฐานของอ่านและการเขียน
เพื่อติดต่อทำความเข้าใจกับผู้อื่นเข้าใจตนได้ (จินตนา สุทธจินดา.2522:2)
ทักษะการฟังเป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อติดต่อสื่อสารระหว่างกัน
ถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ การฟังจึงเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทักษะการสื่อสารด้านอื่น
ๆ เช่น ทักษะการพูด อ่าน เขียน ฯลฯ
หากมีทักษะการฟังที่ดีจะนำมาซึ่งความสำเร็จในชีวิตได้
นอกจากนี้การพัฒนาทักษะการฟังส่งผลต่อการพัฒนาในด้านสติปัญญา
ในแง่ของการใช้ความคิด การจับประเด็น ฝึกความจำ
และฝึกฝนการมีสมาธิกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ต้องการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่คนในสังคมไทยจำนวนมาก
มองว่าทักษะการฟังเป็นเรื่องที่สามารถพัฒนาขึ้นมาได้เองตามธรรมชาติจึงไม่ต้องดิ้นรนฝึกฝนมากเท่ากับทักษะการสื่อสารด้านอื่นๆ
จึงมักไม่ได้รับความใส่ใจที่จะฝึกทักษะด้านการฟังนี้ให้กับเด็กโดยเฉพาะในช่วงอายุ 2-7
ปี
ที่เป็นวัยที่จะพัฒนาทักษะการฟังได้อย่างรวดเร็ว ไปอย่างน่าเสียดาย
เมื่อเทียบกับทักษะในด้านอื่นที่มักให้น้ำหนักความสำคัญในการฝึกฝนผู้เรียน
เพื่อพัฒนาทักษะดังกล่าวให้เป็นอุปนิสัยประจำตัวที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตครอบครัวและชีวิตการทำงานของเด็กต่อไปในอนาคต
ภาษามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์
เนื่องจากภาษาเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่มนุษย์สามารถใช้ติดต่อสื่อสารได้รวดเร็วและเข้าใจง่าย
นอกจากนั้นภาษายังเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อกับผู้อื่น
เพื่อแลกเปลี่ยนความคิด และความรู้สึกที่มีต่อกัน
ดังนั้นการพัฒนาภาษาควรเริ่มตั้งแต่เด็กวัยปฐมวัย เพราะเด็กในวัย 2
- 7 ปี
เป็นวัยที่พัฒนาการทางภาษาเจริญงอกงามอย่างรวดเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับ กุลยา
ตันติผลาชีวะ ( 2551: 136 ) ที่กล่าวว่า
เด็กเรียนรู้ภาษาตามลำดับขั้นพัฒนาการ เริ่มจากความคุ้นเคยจากการได้ยิน ได้ฟัง
การพูดคุย สนทนา ทำให้พัฒนาการทางภาษาเจริญงอกงาม
เด็กเริ่มเรียนจากภาษาง่ายๆเรียนรู้การใช้คำศัพท์ด้วยการใช้ประโยค
เสียงแรกที่เด็กได้ยินและได้ฟัง คือเสียงของพ่อแม่
การสนทนาโต้ตอบของพ่อแม่ทำให้เด็กเรียนรู้ภาษา การพูด
การสนทนากับเด็กเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษาให้กับเด็กปฐมวัยซึ่งสอดคล้องกับสำนักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ
( 2543:9 -12 ) ที่กล่าวว่า
การเรียนรู้ภาษาเป็นสิ่งจำเป็น
ผู้เกี่ยวข้องควรจัดประสบการณ์ที่เหมาะต่อการเรียนรู้ และการเรียนรู้ภาษาเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา
นอกจากนั้นสิ่งที่ควรคำนึงในการส่งเสริมทักษะทางภาษาให้กับเด็กปฐมวัย
เพื่อให้เกิดขึ้นอย่างเต็มศักยภาพของเด็ก เพราะสภาพแวดล้อมที่ดี
และเหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นให้เกิดการเรียนรู้อย่างดีสำหรับเด็ก
ดังนั้นการฟังและการพูดจึงเป็นทักษะของพัฒนาการทางภาษาในเด็กปฐมวัย
กิจกรรมนิทานเป็นกิจกรรมที่มีความเหมาะสม
และมีความสำคัญต่อเด็ก
เพราะนิทานเป็นสื่ออย่างหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับเด็กแทบทุกวัย โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย
และนิทานเป็นกิจกรรมที่มีความเหมาะสมเอื้อต่อการพัฒนาการเด็ก
ช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดีให้กับเด็ก
และเป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างจินตนาการให้กับเด็ก ดังที่ พัชรี คุ้มชาติ ( 2553:
19 ) ได้กล่าวว่า
การเล่านิทานเป็นวิธีการให้ความรู้วิธีการหนึ่งที่ทำให้เด็กสนใจในการเรียนรู้
สามารถจดจำ กล้าแสดงออก และมีแรงจูงใจที่จะเปิดรับพฤติกรรมที่พึงปรารถนา นอกจากนั้นยังช่วยตอบสนองความต้องการของเด็ก
เช่น ความอยากรู้อยากเห็นความสัมฤทธิ์ผล
ความต้องการเป็นที่ยอมรับและเนื้อหาของนิทานมีความสัมพันธ์กับความต้องการดังกล่าวจะช่วยให้เด็กสมความปรารถนาและมีความสุข
กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ นิทานมีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อเด็ก นอกจากนี้แล้วนิทานช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กทั้งร่างกาย
อารมณ์ – จิตใจ สังคม
และสติปัญญาให้เหมาะสมกับการพัฒนาการตามวัยและยังช่วยปรุงแต่งบุคลิกภาพ
แก้ไขพฤติกรรมของเด็กให้เป็นไปตามตัวแบบของตัวละครในนิทานที่เด็กชื่นชอบ
รวมทั้งยังเปิดโลกจินตนาการให้กว้างไกล และยังสัมพันธภาพอันดีแก่บุคคลรอบข้าง
และการแสดงออกอันเป็นที่พึงประสงค์ของสังคม
ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและบุคลิกภาพ
วิธีการที่ช่วยให้เด็กเป็นนักฟังที่ดีได้
โดยเริ่มจาก
ครูเป็นนักฟังที่ดี
ครูต้องเรียนรู้ที่จะฟังเด็กเมื่อเด็กต้องการสื่อสารหรืออยากเล่าเรื่องให้ฟัง
และไม่ควรแสดงความรำคาญไม่อยากฟังหรือฟังแบบขอไปที
โดยไม่ได้สนใจในสิ่งที่เด็กต้องการสื่อสารจริงๆ
การเปลี่ยนเรื่องพูดหรือคุยเรื่องอื่นแทรกขัดจังหวะ ฯลฯ
รวมทั้งควรระวังพฤติกรรมของตนเองในขณะสื่อสารกับคนอื่นซึ่งเด็กอาจจดนำและนำไปใช้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมได้
รวมทั้งเรื่องที่เด็กต้องการสื่อสาร
ครูไม่ควรคิดว่าเด็กจะเข้าใจเหมือนอย่างที่ตนเข้าใจ
แต่ควรสื่อสารออกไปอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กนั้นเข้าใจในสิ่งที่ตนพูดจริง
ๆ
สอนให้อดทนในการฟัง ครูต้องฝึกฝนความอดทนในการเป็นผู้ฟังที่ดี
ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วความอดทนรอคอยของเด็กจะมีน้อยกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น
ครูจึงควรฝึกให้เด็กเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ฟังด้วยความอดทนโดยไม่เกิดความเบื่อหน่ายหรือถูกเรื่องอื่นดึงดูดความสนใจไปเสียก่อน
โดยอาจใช้วิธีการกำหนดให้มีช่วงเวลาหนึ่งในแต่ละวันให้เด็กได้ตั้งใจฟังสิ่งที่ครูสอน
ฝึกฟังเทปบทเรียนเทปนิทาน หรือ หนังสือเสียง
สอนมารยาทการเป็นผู้ฟัง
เป็นหลักการที่มีความสำคัญในการสอนให้เด็กเรียนรู้ที่จะให้เกียรติผู้พูด
ไม่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เด็กปิดกั้นการเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ
ไปอย่างน่าเสียดาย นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างสัมพันธ์อันดีต่อทั้งผู้พูดและผู้ฟัง
ทำให้การสนทนานั้นเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และจบลงด้วยดี
โดยอาจใช้วิธีการสอนให้เด็กสบตาผู้พูดเสมอไม่เดินไปเดินมา
ลุกนั่งหรือย้ายที่นั่งไปมา วิ่งเล่นไปมาในขณะที่กำลังฟังผู้อื่นพูดกับตน
สอนให้เด็กไม่พูดขัดจังหวะหรือพูดแทรกในขณะที่อีกฝ่ายยังพูดไม่จบ
หากต้องการถามอะไรให้จำหรือจดประเด็นเอาไว้ก่อน หรือหากกลัวลืมจริง ๆ
ให้ยกมือขึ้นและกล่าวขออนุญาตถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ สอนให้เด็กรู้จักจังหวะของการ
พูด/ฟัง ถาม/ตอบ ในการสื่อสาร
สอนให้ฟังอย่างกระตือรือร้น
สอนให้เด็กมีมารยาทในการเป็นผู้ฟังที่ดีด้วยท่าทีตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
และกระตือรือร้นไม่ใช่แต่แสดงท่าทางภายนอกว่ากำลังฟังอยู่
แต่ในสมองต้องคิดตามไปด้วยอยู่ตลอดเวลา
โดยครูควรสอนให้เด็กตอบสนองการฟังทุกครั้ง
เช่น เมื่อครูเรียกให้เด็กขานรับทันทีว่า “ผมกำลังมาครับ”
หรือเวลาครูสอนอะไรให้เด็กแสดงท่าทีตั้งใจฟังและตอบรับ “ครับ/ค่ะ คุณครู” เป็นต้น
เพื่อรู้ว่าเด็กกำลังฟังอยู่
รวมทั้งกระตุ้นให้เด็กตั้งคำถามย้อนกลับมาทุกครั้งหลังจากที่ครูพูดคุยสนทนากับเด็กเสร็จหรือพูดทวนสิ่งที่ได้ยินมาซ้ำอีกครั้งเพื่อเป็นการย้ำว่าสิ่งที่เด็กเข้าใจนั้นตรงกันกับสิ่งที่ครูพูดออกไปหรือไม่
เป็นต้น
สอนจับประเด็นโดยตั้งคำถามเพื่อวัดความสามารถในการฟัง
ความสามารถในการจับประเด็นเป็นตัวชี้ว่าการสื่อสารที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
ผู้ส่งสารสามารถบรรลุเป้าหมายในการสื่อสารที่ต้องการไปยังผู้รับสารหรือไม่
โดยหลังจากจบการพูดคุยกันแล้วทุกครั้ง ครูควรตั้งคำถามทวนซ้ำกับเด็ก
เพื่อทดสอบว่าเด็กสามารถจับประเด็นในเนื้อหาที่ฟังไปได้หรือไม่ ตัวอย่างคำถามเช่น
ในรูปแบบของ ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร เวลาใด และเด็กจะต้องทำอะไรต่อไป
เป็นต้น รวมทั้งสามารถตั้งคำถามเพื่อให้เด็กได้คิดต่อยอด เช่น
ถามความคิดเห็นของเด็กเกี่ยวกับเรื่องที่ได้ฟัง “หนูคิดว่าเรื่องนี้ใครผิด?”
… “หนูคิดว่าจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?”
อันก่อให้เกิดประโยชน์ในการฝึกฝนทักษะการคิดให้เด็กได้อีกทาง
การพัฒนาทักษะการฟังนั้นเป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้
ฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์โดยเฉพาะในช่วงอายุ 2-7 ปี โดยครูต้องพยายามสร้างให้เป็นนิสัย
โดยครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะการฟังควบคู่กับทักษะการอ่าน
ทักษะการเขียน และทักษะการพูดอย่างสอดรับกัน อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ของเด็กต่อไปในอนาคต
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2008)
จุดมุ่งหมายของการฟัง
เวลาเราฟังเรามักไม่ทันคิดว่า เราฟังเพื่อความมุ่งหมายอะไรแต่เรารู้ว่า
เมื่อเราไปฟังดนตรี เราฟังเพื่อความเพลิดเพลินและความสุขใจเป็นสำคัญ เมื่อไปฟังปาฐกถาเราอาจฟังเพื่อให้ได้รับความรู้และได้รับความเพลิดเพลินด้วย
แต่ถึงกระนั้นก็ดีหากเรากำหนดจุดมุ่งหมายในการฟังแต่ละครั้งแต่ละเรื่องไว้ก็จะทาให้เราตั้งใจฟังทาให้เกิดความเข้าใจเนื้อหาสาระของเรื่องที่ฟังและได้รับประโยชน์จากการฟังอย่างเต็มที่
เหมาะสมกับเด็กก่อนวัยเรียนหรือเด็กที่มีอายุ
3-5 ปี เป็นอย่างมากเพราะนิทานเป็นเรื่องของความบันเทิง
ฟังแล้วเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน
ได้รู้เรื่องราวต่างๆที่แปลกใหม่ให้ข้อคิดและคติเตือนใจและนิทาน
เป็นสื่อที่มีพลังมากมาย ในการเปลี่ยนแปลงเด็กเด็กสามารถตอบสนองต่อการเล่านิทานได้อย่างดีในวัยทารก
(วาโร เพ็งสวัสดิ์ 2541 : 47-57) นิทานนอกจากจะให้ความบันเทิง
ฟังแล้วเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน
แล้วหน่อยนิทานยังมีเนื้อหาที่หลากหลายและผู้เล่าควรเลือกใช้เทคนิคที่เหมาะสมที่จะทำให้เด็กฟังและสามารถจับใจความสำคัญของเรื่องได้ซึ่งดังกล่าวก็คือ
การเล่านิทานแบบเล่าเรื่องซ้ำเพราะคุณค่าต่างๆที่ปรากฏอยู่ในนิทานจะถูกประทับไว้ในใจเด็กอย่างลึกซึ้งการที่ให้เด็กฟัง
นิทานช้าๆ
ไม่ใช่เพื่อจดจำเพราะเด็กในวัยนี้มีพัฒนาการอย่างพิเศษของการจดจำที่แม่นยำ
ส่วนมากสามารถจำนิทาน หลังจากการฟังนิทานเพียงครั้งเดียว
หากแต่การเล่านิทานซ้ำๆกันเป็นเวลานานจะช่วยให้เซลล์สมองของเด็กสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หมายถึงความสามารถในการจับใจความ และ การเรียนรู้ก็จะมากขึ้นด้วย (มานิตา
ลีโทชวลิต 2544 : 45-46) การเล่านิทานซ้ำแล้วซ้ำอีกจะช่วยให้พลังในส่วนลึกของนิทานสามารถอิทธิพล
กับ
จิตใจของเด็กซึ่งจะช่วยให้เด็กสามารถจับใจความเก็บความคิดและความหมายในนิทานเข้าไป
พัฒนาเป็นความเข้าใจอย่างถ่องแท้ภายในตัวของเขาเองซึ่งจะเป็นความเข้าใจที่ลึกซึ้ง
และยาวนาน มากกว่าการเล่าเพียงครั้งเดียว ในการเล่าเรื่องในครั้งถัดไป อาจจะเปลี่ยนจากที่นักเรียนเคยเป็นแต่เพียงผู้ฟังมาเป็นผู้พูดหรือผู้เล่าและพร้อมกันนี้นอกจากจะเป็นผู้เล่าแล้วก็ยังได้เข้าถึงเรื่องราวโดยผัดเปลี่ยนไปเป็นผู้แสดงประกอบการเล่าเรื่องเพื่อให้เข้าใจในเนื้อหาได้ชัดเจนและลึกซึ้งด้วย
และ ด้วยวิธีการทานเข้าถึงธรรมชาติของเด็กและการพัฒนาทักษะการจับใจความเด็กด้วยโดยไม่รู้ตัว
ในขณะเดียวกัน เด็กก็เรียนรู้คุณค่าของความเป็นคนที่สมบูรณ์ (ศรีรัตน์
เจิงกลิ่นจันทร์ 2538 : 64-65) การพัฒนาและยังต้องมีการติดตามประเมินผลการพัฒนา
(กรมสุขภาพจิต 2546 : 4)
เป้าหมายสำคัญของการศึกษาปฐมวัยคือ
การพัฒนาให้เด็กสูงสุดตามศักยภาพของแต่ละบุคคลซึ่งสอดคล้องกับแนวการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
ซึ่งระบุว่า
การจัดการเรียนการศึกษาต้องยึดหลักผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดกระบวนการการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาธรรมชาติและเต็มศักยภาพ
ดังนั้นการมีข้อมูลเด็กปฐมวัย ที่ได้มาจากการ
ของเด็กถือเป็นหัวใจสำคัญและจำเป็นในการวางแผนการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กต่อไป
(นภเนตร ธรรมบวร,2544)
ปัจจุบัน
บุคคลผู้ทรงความรู้ด้านต่างๆ เป็นต้นว่านักจิตวิทยา จิตแพทย์ แพทย์ และนักการศึกษา
ได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเด็กมากขึ้น
และพยายามเผยแพร่ความรู้เรื่องเด็กไปยังพ่อแม่ผู้ปกครองครูและบุคคลที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับเด็กให้มากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะบุคคลทำหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเด็กเหล่านี้
ได้ตอนหนักถึงความสำคัญของพัฒนาการเด็ก
เพื่อช่วยให้เด็กได้เจริญเติบโตขึ้นเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจเป็นกำลังของสังคมและประเทศชาติต่อไป
กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการสนใจเป็นพิเศษ คือ
กลุ่ม3-6 ปี ทั้งนี้เพราะมีการศึกษาวิจัยมากมายเกี่ยวกับเด็กวัยนี้
จนเป็นที่ยอมรับกันว่า เด็กวัยนี้เป็นวัยที่มีความสำคัญ
และมีความหมายอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของตนเอง
เนื่องจากเป็นวัยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งร่างกายอารมณ์สังคมสติปัญญาโดยเฉพาะสมองของเด็กเจริญมากขึ้น
อันนี้เป็นวัยทดลองอย่างแท้จริง จะเริ่มเข้าสู่สังคมนอกบ้าน
เป็นระยะที่เด็กต้องเรียนรู้ในการปรับตัวให้เข้ากับ
ซึ่งรวมทั้งคนและสิ่งของวัตถุแปลกประหลาดใหม่ใหม่ที่เด็กยังไม่เคยรู้จักมาก่อน
จะรู้จักการเข้าสังคมกับผู้อื่นมากขึ้นช่วยเหลือตัวเองได้เกือบทุกอย่าง
และจะเริ่มนำความรู้ใหม่ๆ เข้าไปผสมกับความรู้เดิมของตน
ถ้าหากเด็กวัยนี้จะได้รับการส่งเสริมพัฒนาทุกด้านอย่างเพียงพอ
เป็นต้นว่าได้กินอาหารที่เหมาะสมมีการเรียนรู้ด้วยการสัมผัส การทดลอง
ถูกกระตุ้นให้เร้า ทั้งภาษา สังคมและสิ่งของต่างๆ
ช่วยให้เด็กเกิดความพร้อมในการพัฒนาต่อไปได้
ในการทำงานเด็กที่มาจากสิ่งแวดล้อมต่างกัน
มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมต่างกันครูจะพบว่ากิจกรรมทางภาษาเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะเป็นสิ่งที่ช่วยในการเรียนรู้ของเด็กเด็กจะพัฒนาทักษะทางภาษาได้หลายด้านไม่ว่าจะเป็นการฟังการพูดการอ่านหรือการเขียนแต่ละกิจกรรมบางอย่างอาจจะเหมาะกับเด็กบางคนแต่ไม่เหมาะกับเด็กบางคน
ทั้งนี้เพราะเด็กมีความแตกต่างระหว่างบุคคล
ครูจะต้องศึกษาความพร้อมและพื้นฐานประสบการณ์ของเด็กแต่ละคนก่อนแล้วจึงเลือกกิจกรรมและนำมาปรับปรุงดัดแปลงให้เหมาะสมกับเด็กกิจกรรมที่เหมาะสมที่ช่วยจะให้ทักษะทางภาษาดีขึ้นได้แก่การเล่านิทานการท่องบทประพันธ์หรือคำร้อยกรองการเล่นแสดงละคร
นอกจากนี้จะเป็นกิจกรรมที่ดีสำหรับกระตันสอนทักษะทางภาษาแล้ว
กิจกรรมที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังสามารถนำไปใช้ในสถานการณ์อื่นๆได้ เป็นต้นว่า
อาจจะอ่านจากบทร้อยกรองหรือเล่านิทานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสังคม คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์ หรือ
อาจจัดให้เด็กเล่นบทบาทสมมติหรือเล่นละครที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิชาอื่นๆได้เช่นกัน
แต่สำหรับเด็กชั้นเด็กเล็กหรือเด็กอนุบาลสิ่งที่ครูจะต้องเน้นมากที่สุดคือต้องจัดประสบการณ์ทางภาษาให้เด็กมากๆเพราะภาษาเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์ในโรงเรียนอนุบาลเด็กจะเกิดการเรียนรู้ได้
จากการพูด การฟัง และการแสดงการโต้ตอบ
ครูต้องจัดกิจกรรมและประสบการณ์ให้เด็กได้มีโอกาสพูดไม่ใช่เป็นผู้ฟังแต่ฝ่ายเดียวสิ่งที่จำเป็นในการสอนเด็กก่อนวัยเรียนคือสื่อการเรียนของเล่นเพราะการสอนเด็กวัยนี้จะใช้การสอนวิธีแบบ
เล่นปนเรียนเด็กจะสนุกที่ได้เล่น แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ความรู้พร้อมกัน จากนั้น
วัยนี้ยังขาดประสบการณ์ต้องเรียนรู้จากรูปประธรรมจากการสัมผัสจับต้องได้เห็นได้ทำด้วยตัวเองจึงเกิดความเข้าใจดังนั้นสื่อการเรียนและของเล่นจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการสอนระดับนี้
สื่อการเรียนมีมากมาย
สำหรับการสอนในระดับก่อนวัยเรียน เป็นต้นว่า เกมการศึกษา รูปภาพ ของเล่น ตุ๊กตา นิทาน ละคร หุ่น เป็นต้น
กูควรนำสื่อการเรียนเหล่านี้มาช่วยในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับเด็ก
โดยเฉพาะเด็กชนบท ซึ่งจะมีโอกาสอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ น้อยกว่าเด็กในเมือง
ช่วยให้เด็กได้มีโอกาสทางสติปัญญารวมทั้งด้านอื่นที่เท่าเทียมกัน
แต่ปัญหาสำหรับครูก็คือ คือการเรียนไม่มี มีราคาแพง
ไม่สามารถจัดหาซื้อได้หรือหาได้ยากโดยเฉพาะในชนบท
วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดสำหรับครูก็คือครูควรประดิษฐ์สื่อการเรียนบางอย่างที่สามารถทำโดยตนเองโดยการศึกษาฝึกหัดทำฝึกหัดใช้สื่อเรานั้นได้ถูกต้องตามหลัก
นิทาน
จะเอาว่าเป็นสื่อการเรียนที่น่าสนใจสำหรับเด็ก
ชอบมากเพราะทำให้การเรียนสนุกสนานไม่น่าเบื่อดูมีสีสันชีวิตชีวามากขึ้นครูควรจัดนำนิทานละครหุ่นมาใช้ในการเรียนการสอนเด็กเด็กให้มากๆแต่ในประดิษฐ์และวิธีการใช้สื่อนี้ครูอาจไม่เข้าใจหรือทำไม่ได้ครูจึงควรศึกษารายละเอียดวิธีการประดิษฐ์และการใช้นิทานและหุ่น
(กรรณิการ์ สุสม, 2547:
กสารประกอบการเรียน รายวิชาการพัฒนาภาษาของเด็กปฐมวัย)
การใช้คำถามเป็นกิจกรรมที่ใช้อยู่เสมอในการเรียนการสอนเพื่อยั่วยุให้ผู้เรียน
ใช้ความคิดทั้งในด้านเหตุผล ความคิดสร้างสรรค์ การวิเคราะห์ปัญหา
ตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรม
ครูจะต้องใช้คำถามอยู่เสมอและคำถามที่ใช้ควรเป็นคำถามที่มีประสิทธิภาพ
ใช้สนองความต้องการเพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เกิดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชา และเกิดเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง
ซึ่งมักพบว่าครูผู้สอนมักใช้คำถามไม่เป็น หรือใช้เฉพาะคำถามที่ผู้ตอบต้องใช้ความจำ
เป็นส่วนใหญ่ ข้อบกพร่องต่าง ๆ เหล่านี้มีผลต่อการเรียนการสอนมาก
จำเป็นที่จะต้องพยายามฝึกทักษะการใช้คำถามให้มีประสิทธิภาพ (ทิพย์วัลย์ สีจันทร์,
2531 : 63)
ทักษะการใช้คำถามมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์
ครูปฐมวัยควรฝึกทักษะการใช้คำถาม
ความสำคัญของการใช้คำถามทิพย์วัลย์
สีจันทร์ (2531 : 64) กล่าวถึงความสำคัญของการใช้คำถามไว้ดังต่อไปนี้
1. ใช้เป็นสื่อสำหรับสำรวจและทบทวนพื้นความรู้เดิมและประสบการณ์เดิมของนัก
เรียน คำตอบของนักเรียนจะเป็นสื่อนำไปสู่การเรียนการสอนบทเรียนใหม่และประสบการณ์
ใหม่
2. ใช้กระตุ้นความสนใจของนักเรียน
ครูอาจใช้คำถามเพื่อเร้าความสนใจของนักเรียนได้ทุกขั้นตอนในการเรียนการสอน เช่น
การใช้คำถามเพื่อเริ่มต้นบทเรียน ถามให้นักเรียนสังเกต ให้ยกตัวอย่าง
ใช้เป็นสิ่งเชื่อมโยงหรือเริ่มต้นการสนทนาระหว่างครูกับนักเรียน
เพราะนักเรียนจะตอบคำถามของครูได้หากสนใจเรียนตลอดเวลา
3.
ใช้เสริมสร้างความสามารถทางความคิดให้แก่นักเรียน ช่วยให้นักเรียนฝึกคิดหาคำตอบ
หาเหตุผล และหาความรู้ได้ด้วยตนเอง
4.
คำถามที่ดีจะช่วยให้มีการอภิปรายต่อเนื่อง
เป็นการขยายความคิดและแนวทางในการเรียนรู้และข้อสรุปหลักเกณฑ์ใหม่ ๆ
5. การใช้คำถาม
ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน เช่น ทำให้นักเรียนมีโอกาสตอบคำถาม
เสนอความคิดเห็นและตั้งคำถาม รวมทั้งได้ร่วมกิจกรรมอื่น ๆ ด้วย
6.
ช่วยให้นักเรียนพยายามค้นคว้าหาความรู้ใหม่เพิ่มเติมเพื่อที่จะนำมาตอบคำถามของครู
7.
ใช้ช่วยทบทวนหรือสรุปบทเรียนให้เป็นที่เข้าใจตรงกัน
8.
ใช้ช่วยประเมินผลการเรียนของนักเรียนและการสอนของครู
การแบ่งระดับของคำถาม
คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
(2534 : 74-78) ได้เสนอแนวคิดในการใช้คำถามสำหรับเด็กปฐมวัยว่า
คำถามเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งในการจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมที่ยึดเด็ก เป็นศูนย์กลาง
เพราะคำถามจะเป็นเครื่องกระตุ้นให้เด็กเกิดการคิด และสนใจต่อสื่อและสิ่งต่าง ๆ
ที่อยู่รอบ ๆ ตัว คำถามแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ คำถามระดับต่ำ และคำถามระดับสูง
คำถามระดับต่ำ เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง
ซึ่งได้จากความจำและการสังเกต คำถามประเภทนี้มักมีคำตอบเดียว
คำถามระดับต่ำแบ่งได้เป็น 6 ชนิดคือ
1. คำถามให้สังเกต
เป็น คำถามที่ต้องการใช้ประสาทสัมผัส
คือ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วน
รวบรวมข้อมูลในการตอบคำถาม แต่ผู้ตอบต้องไม่เพิ่มความรู้เดิม หรือความคิดเห็นส่วนตัวลงไป
- เด็ก ๆ เห็นอะไรในภาพนี้บ้าง (ตา)
- มะละกอที่เด็ก ๆ
ชิมมีรสเป็นอย่างไร (ลิ้น)
- เด็ก ๆ ลองเอามือเคาะโต๊ะ
แล้วฟังซิว่ามีเสียงอย่างไร (หู)
- ดอกไม้ที่เด็ก ๆ
ถืออยู่มีกลิ่นหรือไม่ (จมูก)
- ลองจับดูซิ
ผิวของน้อยหน่าเป็นอย่างไร (ผิวกาย)
2. คำถามให้ทบทวนความจำ
เป็นคำถามที่ผู้ตอบสามารถนำความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาตอบคำถาม
- เด็ก ๆ ทราบไหม นกกินอะไรเป็นอาหาร
- ลองนึกดูซิ ไก่ที่เด็ก ๆ
เคยเห็นมีลักษณะอย่างไร
- รุ้งกินน้ำมีกี่สี
- สัตว์ปีกออกลูกเป็นอะไรก่อน
3.
คำถามให้บอกความหมายหรือคำจำกัดความ
เป็น
คำถามที่ใช้ตรวจสอบประสบการณ์เดิมเกี่ยวกับความรู้ ความเข้าใจ
ในเรื่องคำศัพท์และความหมายของคำ ก่อนการจัดประสบการณ์ใหม่แก่ผู้เรียน
- รังนกหมายถึงอะไร
-
บ้านของนักเรียนอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร
- ข้าวเปลือกหมายถึงข้าวลักษณะอย่างไร
4. คำถามชี้บ่ง
เป็นคำถามที่กำหนดข้อมูลไว้หลายอย่าง
แล้วให้เลือกข้อมูลอย่างหนึ่งที่เด็กต้องการนำมาเป็นคำตอบ
- ตัวหนอน หญ้าแห้ง น้ำหวานจากดอกไม้
สิ่งใดคือ อาหารของนก
- มะม่วง สัม และน้อยหน่า
ผลไม้ชนิดใดที่มีเมล็ดภายในผลเพียงเมล็ดเดียว
- ระหว่างวัว ช้าง และม้า
สัตว์ชนิดใดวิ่งเร็วที่สุด
- ปลาดุก ปลานิล และปลาทอง
ปลาชนิดใดที่เลี้ยงไว้ดูเล่น
5. คำถามถามนำ
เป็นคำถามที่ใช้เน้นเรื่องที่ครูพูด
และดึงความสนใจของเด็ก คำถามประเภทนี้มักนำไปสู่คำตอบ ใช่ จริง ถูก เป็นส่วนใหญ่
- แก้วเป็นเด็กที่เลี้ยงนก
ใช่หรือไม่
- ต้นไม้ในภาพมีขนาดใหญ่ใช่ไหม
- เด็ก ๆ
คิดว่าการยิงนกเป็นสิ่งดีหรือไม่
6. คำถามเร้าความสนใจ
เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบอย่างจริงจัง
แต่ใช้เพื่อดำเนินกิจกรรมในชั้นเรียนให้เป็นไปตามที่ได้วางแผนไว้
- เด็ก ๆ คอยดูซิว่า
เพื่อนจะทำท่าอะไรต่อไป
- เด็ก ๆ ลองคิดดูซิว่า
ในกล่องนี้มีอะไรอยู่
คำถามระดับต่ำทั้ง 6 ชนิดดังกล่าว
ยังมีความจำเป็นในห้องเรียนอยู่มิใช่น้อย ทั้งนี้เพราะครูอาจเลือกใช้คำถามเพื่อทบทวนความจำ
ใช้เชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์เดิมไปสู่ประสบการณ์ใหม่
และเพื่อควบคุมกิจกรรมในห้องเรียนให้ดำเนินไปในทิศทางที่ต้องการ
คำถามระดับสูง
เป็นคำถามที่ส่งเสริมให้ผู้ตอบใช้ความคิด
นำความรู้และประสบการณ์เดิมมาเป็นพื้นฐานสรุปหาคำตอบ
ส่งเสริมให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์และเกิดทักษะในการคิดอย่างมีระบบ
นอกจากนั้นยังเป็นคำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบได้แสดงความคิดเห็น
ตลอดจนกระตุ้นให้ได้ลองแก้ปัญหาด้วยตนเอง คำถามระดับสูงแบ่งได้เป็น 7 ชนิดคือ
1. คำถามให้อธิบาย
เป็นคำถามที่ผู้ตอบจะต้องนำความรู้
และประสบการณ์เดิมมาเป็นพื้นฐานสรุปหา
คำตอบ
- ถ้าเด็ก ๆ อยากทราบว่า
มดที่เลี้ยงไว้ชอบอาหารประเภทใดมากที่สุด เด็ก ๆ จะทำอย่างไร
- ทำไมเด็ก ๆ จึงบอกว่า
มดชอบกินน้ำหวาน ลองเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังซิ
- ทำไมเด็ก ๆ เหล่านี้จึงไม่สวมเสื้อในฤดูหนาว
- ทำไมมดแต่ละรังต้องมีนางพญามด
2. คำถามให้เปรียบเทียบ
เป็น
คำถามที่มีจุดมุ่งหมายให้เด็กใช้ความคิดเปรียบเทียบของสองสิ่งว่า
มีคุณสมบัติหรือลักษณะคล้ายกันหรือต่างกันอย่างไร
คุณสมบัติที่นำมาเปรียบเทียบนั้นได้แก่ รูปร่าง ลักษณะ สี ขนาด น้ำหนัก จำนวน
ปริมาตร ความสูง ความยาว ความหนา รสชาติ กลิ่น ฯลฯ
- เสือกับแมวมีอะไรต่างกันบ้าง
- เสือกับแมวมีอะไรที่คล้ายกัน
-
ถ้าเราต้องช่วยกันจัดผลไม้เหล่านี้ใส่กระจาด 2 ใบ เด็ก ๆ จะจัดแบ่งอย่างไร
ลองคิดและเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง
3. คำถามให้จำแนกประเภท
เป็น
คำถามเพื่อส่งเสริมให้เด็กรู้จักจัดกลุ่ม
จัดหมวดหมู่โดยใช้เกณฑ์ของตนเองหรือของผู้อื่น
หรือบอกเกณฑ์ที่ใช้ในการจัดกลุ่มที่ผู้อื่นทำไว้
เกณฑ์ที่ใช้ในการจัด
กลุ่มนี้อาจได้แก่ สี ขนาด รูปร่าง ประโยชน์ หรือวัสดุที่ใช้ หากเป็นภาพของสิ่งมีชีวิตอาจแบ่งตามอาหาร
ที่อยู่อาศัย ลักษณะเช่น สัตว์ 2 เท้า สัตว์ 4 เท้า และประโยชน์ เช่น
สัตว์เลี้ยงไว้ใช้งาน เป็นต้น
- ครูแบ่งมดออกเป็น 2
พวกอย่างที่เห็น เด็ก ๆ บอกได้ไหมว่าทำไมครูจึงแบ่งเช่นนี้
- ลองคิดดูซิว่า
เราจะแบ่งภาพสัตว์เหล่านี้เป็น 2 กลุ่มได้อย่างไรดี
4. คำถามให้ยกตัวอย่าง
เป็น
คำถามที่ต้องการให้ผู้ตอบบอกชื่อ หรือยกตัวอย่างของสิ่งที่กำหนดให้
โดยอาศัยทักษะการสังเกต และมีความรู้ความจำเรื่องต่าง ๆ เป็นพื้นฐานในการหาคำตอบ
-
ให้นักเรียนยกตัวอย่างผักที่ใช้เป็นอาหารคนละ 1 ชื่อ
- ให้บอกชื่อสิ่งของที่บรรจุอยู่ในกระป๋องมาคนละ
1 ชื่อ
- บอกชื่อผลไม้ที่มีรสหวานคนละ 1
ชนิด
-
มีสัตว์ชนิดใดบ้างที่เลี้ยงไว้ใช้งาน
5. คำถามให้วิเคราะห์
เป็น
คำถามที่ให้คิดค้นหาความจริงหรือแยกแยะเรื่องราวเพื่อหาสาเหตุและผลต่าง ๆ
ของปัญหาที่เกิดขึ้น หรือให้นักเรียนได้คิดค้นหาความจริงต่าง ๆ
ที่ประกอบขึ้นมาเป็นเรื่องราวหรือ
เหตุการณ์
- แมวมีประโยชน์อย่างไร
- แมวให้โทษอย่างไร
- ถ้าจะเลี้ยงแมว เด็ก ๆ
จะต้องเตรียมอะไรบ้าง
- ทำไมผ้าจึงแห้งได้
- จงช่วยกันบอกชื่อส่วนต่าง ๆ
ของต้นไม้
6. คำถามให้สังเคราะห์
สังเคราะห์ หมายถึง
การผสมรวมสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่สองสิ่งขึ้นไปให้เกิดเป็นของใหม่ขึ้นมาเช่น
การปรุงอาหาร การพูด การเขียนให้เป็นข้อความหรือเรื่องราวที่เป็นแนวคิดใหม่
หรือพัฒนาของเก่าให้ดีขึ้น ใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น
คำถามให้สังเคราะห์
เป็นคำถามที่มีจุดมุ่งหมายให้เด็กใช้กระบวนการคิด
เพื่อสรุปความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลย่อยขึ้นเป็นหลักการ
- อะไรเอ่ย นกมีหู หนูมีปีก
บินหลบหลีกอยู่กลางคืน
- ถ้าไม่อยากให้ฟันผุ เด็ก ๆ
คิดว่าควรทำอย่างไร
-
ถ้ามดง่ามตัวโตเท่าช้างจะเป็นอย่างไร
- ถ้าคนบินได้อะไรจะเกิดขึ้น
- ถ้าสัตว์ต่าง
ๆในโลกนี้พูดภาษาคนได้อะไรจะเกิดขึ้น (เป็นคำถามที่มุ่งให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
คือ คิดในแนวทางที่แปลกและแตกต่างไปจากเดิมเกิดเป็นแนวคิดใหม่)
7. คำถามให้ประเมินค่า
เป็นคำถามที่มีจุดมุ่งหมายให้ได้พิจารณาคุณค่าของสิ่งของก่อนตัดสินใจอย่างมี
เหตุผล รู้จักประเมินค่าของสิ่งต่าง
ๆ โดยใช้กฏเกณฑ์ที่เป็นจริง และเป็นที่ยอมรับของสังคมแล้ว
มาสนับสนุนความคิดเห็นของตนก่อนตัดสินใจ
- อาหารจานนี้หนูควรรับประทานหรือไม่
เพราะเหตุใด
- เด็ก ๆ
ควรเอาอย่างเด็กในภาพหรือไม่ เพราะเหตุใด (ครูให้ดูภาพเด็กกำลังยิงนก
ครูต้องการให้เด็กประเมินการกระทำของเด็กคนนั้นในภาพพร้อมทั้งบอกเหตุผล)
เทคนิคและหลักการในการใช้คำถามเพื่อพัฒนากระบวนการคิด
การคิดเป็นกิจกรรมด้านสติปัญญาซึ่งช่วยมนุษย์ในการแก้ปัญหา ตัดสินใจ
และเข้าใจความหมายของสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
หากสังเกตการคิดของมนุษย์แล้วพบว่าในขณะที่กำลังคิดสิ่งต่าง ๆ อยู่นั้น
เรามักจะตระหนักหรือรู้ตัว
แต่อย่างไรก็ตามการคิดก็สามารถดำเนินไปในขณะที่เราไม่รู้ตัวด้วยเช่นกัน
นอกจากนั้นยังพบอีกว่า การคิดเป็นกิจกรรมส่วนบุคคลและของแต่ละคน
แต่การคิดที่ดีนั้นไม่ได้เกิดขึ้นตามลำพัง เราต้องการเพื่อนหรือกลุ่มมาช่วยคิด
เราไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยว และจมอยู่ในโลกของความคิดของตนเองได้ตลอดเวลา
การคิดเกิดขึ้นในบริบทของสังคม และได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรม
และสิ่งแวดล้อมในสังคมที่บุคคลนั้น ๆ อาศัยอยู่ ดังนั้นการเรียนรู้ที่จะคิดจึงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว
เด็กเรียนรู้ที่จะคิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตนเอง (นภเนตร ธรรมบวร 2544 : 7)
คำถามเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการส่งเสริมกระบวนการคิดและการพัฒนาความคิด ขั้นสูง
หลักการในการใช้คำถามเพื่อส่งเสริมกระบวนการคิด มีดังนี้
1. ในการถามคำถามเด็ก
ครูควรให้เวลาแก่เด็กในการคิดและแสดงออกซึ่งความคิดของ
ตน
ครูไม่ควรเร่งเด็กให้ตอบคำถามมากเกินไป หรือเป็นผู้ตอบคำถามเอง
ถ้าครูให้เวลาแก่เด็กในการคิดหาคำตอบโดยใช้เวลาในการรอคอยคำตอบให้ยาวนาน ขึ้น
จำนวนของเด็กที่จะตอบคำถามก็จะมีมากขึ้น ความล้มเหลวในการตอบคำถามจะลดน้อยลง
การพูดคุย อภิปราย และสรุปองค์ความรู้ของเด็กจะมีเพิ่มมากขึ้น
รวมตลอดจนจำนวนของคำถามที่เด็กถามก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย
2.
คำถามที่ครูใช้ควรเป็นคำถามปลายเปิดซึ่งส่งเสริมการคิดแก้ปัญหา การเปรียบเทียบ
และ ทางเลือก คำถามที่ส่งเสริมให้เด็กคิดแก้ปัญหานั้นจะต้องมีคำตอบที่ถูกอย่างหลากหลาย
ไม่ใช่มีเพียงคำตอบเดียว ทั้งนี้เพื่อให้เด็กมีความคิดที่เปิดกว้าง
สามารถคิดได้หลายทาง
3.
คำถามที่ครูถามควรเป็นคำถามที่ช่วยให้เด็กเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมของตนกับ
การเรียนรู้ในปัจจุบันได้
4.
ครูควรกระตุ้นและส่งเสริมให้เด็กเป็นผู้ตั้งคำถามด้วยตนเอง ซึ่งครูอาจช่วยกระตุ้น
เด็กให้ถามคำถามโดยวิธีการต่าง ๆ
เช่น
- เปิดโอกาสให้เด็กถามคำถาม
และตั้งใจฟังคำถามของเด็ก
- ถ้าคำถามที่เด็กถามไม่ชัดเจน
ครูควรให้เด็กถามคำถามซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เพราะจะ
ช่วยให้ครูและเด็กเข้าใจคำถามมากขึ้น
- ส่งเสริมให้เด็กตอบคำถามด้วยตนเอง
ซึ่งจะนำไปสู่การถามคำถามต่อไป
เนื่อง
จากทุกครั้งที่เด็กหาคำตอบได้ด้วยตนเอง เด็กจะพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเอง
รวมตลอดถึงทัศนคติในทางบวกต่อตนเอง ซึ่งจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะถามคำถามต่าง ๆ
ด้วยตนเองต่อไป
5.
ครูควรใช้คำถามของเด็กในการกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้ และค้นหาคำตอบด้วยตนเอง (นภเนตร
ธรรมบวร 2544 : 65-68)
บทสรุป จากที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า การใช้คำถามเป็นกิจกรรมที่ใช้อยู่เสมอในการเรียนการสอน
คำถามที่ใช้ควรเป็นคำถามทางวิทยาศาสตร์
คำถามที่ใช้ถามนักเรียนระดับปฐมวัยแบ่งได้เป็น 2 ระดับคือ คำถามระดับต่ำ
และคำถามระดับสูง ซึ่งคำถามระดับต่ำประกอบด้วย คำถามให้สังเกต คำถามให้ทบทวนความจำ
คำถามให้บอกความหมาย คำถามชี้บ่ง คำถามถามนำ คำถามเร้าความสนใจ
ส่วนคำถามระดับสูงประกอบด้วย คำถามให้อธิบาย คำถามให้เปรียบเทียบ
คำถามให้จำแนกประเภท คำถามให้ยกตัวอย่าง คำถามให้วิเคราะห์ คำถามให้สังเคราะห์
และคำถามให้ประเมินค่า ก่อนการจัดประสบการณ์ ครูควรเตรียมคำถามที่ดีเพื่อให้ผลของการจัดประสบการณ์เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย
ที่ตั้งไว้ (ชุลีพร จันทเขน)
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาทักษะด้านการฟังของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมเสริมประสบการณ์ด้วยนิทานปลายเปิด
ความสำคัญของการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้ช่วยให้ครู
ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้อง การจัดการศึกษาระดับปฐมวัย เห็นคุณค่าและความสำคัญของ
กิจกรรมเล่านิทานโดยใช้คำถามปลายเปิด
และชี้ให้เห็นพฤติกรรมการสร้างเสริมประสบการณ์ที่ครูนำมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดผลต่อการพัฒนาทางด้านภาษาให้กับเด็กปฐมวัยอย่างมีประสิทธิภาพ
ขอบเขตการวิจัย
1. ประชาการ
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย
– หญิงอายุระหว่าง 5-6 ปี กาลังศึกษาอยู่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563
โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี) สำนักงานเขตสังกัดพิ้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานคร โดยมีจำนวน 4 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 30 คน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 120 คน
2. กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย
– หญิงอายุระหว่าง 5-6 ปี กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563
โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี)
สำนักงานเขตสังกัดพิ้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานคร ได้มาโดยวิธีการการสุ่มแบบกลุ่ม
(Cluster Sampling) เลือกห้องเรียนชั้นอนุบาล ปีที่ 3/1 มาจำนวน
1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 29 คน
ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้
ผู้วิจัยใช้ช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์ สำหรับนักเรียนอนุบาลชั้นปีที่ 3/1
โดยทำการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ใช้แผนทั้งหมด 24 แผน สัปดาห์ละ 3 วัน จำนวน 8
สัปดาห์
ขอบเขตด้านตัวแปร
ตัวแปรต้น คือ นิทานปลายเปิด
ตัวแปรตาม คือ ทักษะด้านการฟัง
ปัญหาการวิจัย
1.การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์การเล่านิทานปลายเปิดมีผลต่อการพัฒนาทักษะการฟังได้จริงหรือไม่
นิยามศัพท์เฉพาะ
1.เด็กปฐมวัย เด็กนักเรียนระดับปฐมวัยที่มีอายุระหว่าง
3-6ปี กำลังศึกษาที่โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี) สำนักงานเขตสังกัดพิ้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานคร
2. พัฒนาการทักษะทางภาษา สำหรับเด็กปฐมวัยนั้น
เรื่องของภาษานับว่าเป็นหนึ่งในทักษะพื้นฐานที่เด็กจะต้องเรียนรู้
เพื่อใช้ในการสื่อสารและดำเนินชีวิตประจำวัน ดังนั้นการสอนภาษาสำหรับเด็กอนุบาลจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและมีความท้าทายอย่างมาก
เพราะในระดับปฐมวัยนั้นเป็นวัยเริ่มต้นแห่งการเรียนรู้ การส่งเสริมทักษะต่าง ๆ
จำเป็นอย่างที่ต้องคำนึงถึงพัฒนาการและความพร้อมของเด็กเป็นสำคัญ
เพื่อให้เด็กเติบโตและเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับวัย
การใช้ภาษาที่แฝงอยู่ในการจัดประสบการณ์ทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย
ดังนี้
2.1 การฟัง
เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้เสียงที่ได้ยิน
การตระหนักถึงความหมายของเสียงนั้นในบริบทแวดล้อม
และการตีความสิ่งที่ได้ยินโดยเชื่อมโยงกับความรู้เดิม การรวบรวมข้อมูล
การจินตนาการ หรือความชื่นชอบของเด็ก ทั้งนี้
สาระที่ควรเรียนรู้เกี่ยวกับการฟังแบ่งออกเป็น 3 ด้าน (Jalongo, 1992: 67) ได้แก่
(1) ด้านความสามารถในการได้ยินและจับใจความ
ซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์และภูมิหลังของเด็ก ครูจึงต้องปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการและความจำเป็นนั้นๆ
(2) ด้านความตั้งใจฟัง
เกิดขึ้นเมื่อมีแรงจูงใจ มีเหตุผลที่ดี หรือมีประโยชน์ต่อเด็ก
(3) ด้านนิสัยในการฟัง
เป็นพฤติกรรมตอบสนองต่อสถานการณ์ในการฟัง
นิสัยที่ดีในการฟังเกิดจากการที่เด็กมีความสนใจ ได้รับข้อมูลหรือสารที่ชัดเจน
และการได้ตอบสนองต่อสิ่งที่ได้ยิน
ดังนั้น
สิ่งที่ครูควรตระหนักและวางแผนในการกำหนดสาระที่เด็กควรเรียนรู้ด้านการฟัง คือ
การช่วยให้เด็กมีความไวต่อการใช้บริบท หรือสิ่งชี้แนะเพื่อการตีความ
และการเชื่อมโยงสิ่งที่ได้ยินกับประสบการณ์ของเด็ก
โดยที่ครูเป็นผู้ช่วยให้เด็กมีประสบการณ์ต่างๆ อย่างเพียงพอ เหมาะสมกับวัย
ความแตกต่างระหว่างบุคคล และความสนใจของเด็ก
เพื่อเป็นแรงจูงใจที่ช่วยให้เด็กมีความตั้งใจในการฟัง
และพัฒนาไปสู่การมีนิสัยที่ดีในการฟังในที่สุด
สมมติฐานการวิจัย
หลังจากที่เด็กได้รับการจัดประสบการณ์จากการเล่านิทานปลายเปิด
ทำให้เด็กมีทักษะการฟังที่สูงขึ้น
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.
เพื่อให้ทราบถึงความสมารถในด้านทักษะการฟังของเด็กปฐมวัยโดยการตอบคำถามจากเรื่องที่คุณครูเล่า
ของเด็กแต่ละวัยและสามารถจัดประสบการณ์
ให้แก่เด็กได้อย่างสอดคล้อง
เหมาะสมกับเด็ก
2.
เพื่อให้เข้าใจในธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กในทุก ๆ ด้านตลอดจน
รู้วิธีการสร้างแรงจูงใจในการเรียนการสอน
3.
เพื่อช่วยให้ครูเข้าใจในการเตรียมบทเรียน วิธีการสอน
วิธีการประเมินผลให้สอดคล้องกับธรรมชาติ และพัฒนาการของเด็ก
4.
เพื่อช่วยให้ครูได้นำเทคนิควิธีการใหม่ ๆ ทางการศึกษามาพัฒนาให้เด็ก
มีพัฒนาการที่ดีขึ้น
เช่น การฟัง ฯลฯ
